Healthcare: จากหุ้น Defensive สู่ New Growth ที่ต้องเลือกให้ถูก

กดฟัง
หยุด
  • Healthcare มีแรงหนุนที่ไม่ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งสังคมสูงวัย โรคเรื้อรัง และความต้องการรักษาที่ซับซ้อนขึ้น จึงยังช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ดี แต่ภาพปัจจุบันไม่ใช่การซื้อหุ้นสุขภาพทั้งกลุ่มแล้วรอการฟื้นตัว เพราะรายได้และมูลค่าหุ้นของแต่ละธุรกิจได้รับผลจากปัจจัยที่ต่างกันมาก
  • ​ ​ ด้านบวกคือ วงจรนวัตกรรมทางการแพทย์ยังเดินหน้าต่อ บริษัทที่มียาใหม่หรือเทคโนโลยีใหม่ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จจึงยังมีโอกาสเติบโต ขณะเดียวกันการซื้อกิจการเพื่อเติมพอร์ตผลิตภัณฑ์ก็ยังสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทยาขนาดใหญ่ต้องรับมือกับยาหลักที่กำลังหมดสิทธิบัตรในช่วงข้างหน้า
  • ​ ​ ด้านที่ต้องระวังคือ แรงกดดันเรื่องราคายาและกฎการเบิกจ่ายค่ารักษา โดยเฉพาะในสหรัฐฯ การเจรจาราคายาของ Medicare เราจึงมองกลุ่ม Healthcare แบบเลือกลงทุนเป็นรายกลุ่ม/รายบริษัท และยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้น Healthcare ทั้งตลาดในช่วงนี้

แรงหนุนระยะยาวยังชัด: Healthcare ไม่ได้โตตามเศรษฐกิจอย่างเดียว

องค์การอนามัยโลกคาดว่าจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วโลกจะเพิ่มจาก 1.0 พันล้านคนในปี 2563 เป็น 1.4 พันล้านคนในปี 2573 และ 2.1 พันล้านคนในปี 2593 การเปลี่ยนแปลงนี้เพิ่มความต้องการยา การตรวจวินิจฉัย การดูแลระยะยาว และเทคโนโลยีการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคระบบประสาท


กราฟ 1: สังคมสูงวัยเป็นแรงส่งเชิงโครงสร้างของความต้องการ Healthcare; ตัวเลขปี 2573 และ 2593 เป็นประมาณการ


สำหรับหุ้น ผลของสังคมสูงวัยไม่ได้ส่งต่อไปยังทุกธุรกิจเท่ากัน กลุ่มยาและ Biotech มีโอกาสเติบโตจากผลทดลองยา การอนุมัติยา และการใช้ยาในโรคใหม่ๆ แต่มีความเสี่ยงสูงหากผลทดลองไม่เป็นไปตามคาด ขณะที่กลุ่มเครื่องมือแพทย์ การตรวจวินิจฉัย และบริการที่ช่วยให้รักษาได้แม่นยำหรือประหยัดต้นทุน อาจผันผวนจากนโยบายน้อยกว่าและได้ประโยชน์จากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจประกันสุขภาพและโรงพยาบาลต้องติดตามต้นทุนค่ารักษาและกฎการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิด


การลงทุนจึงควรแยกบทบาทให้ชัด บริษัทที่มีรายได้สม่ำเสมอ ฐานะการเงินแข็งแรง และตั้งราคาสินค้าได้เหมาะสม มีบทบาทช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ส่วนธุรกิจที่พึ่งพายาใหม่หรือผลทดลองทางคลินิก เหมาะเป็นการลงทุนเสริมเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน แต่ควรกระจายความเสี่ยง ไม่ควรลงทุนกระจุกในบริษัทเดียว


แรงกดดันด้านราคา: ไม่ใช่จุดจบของ Pharma แต่เป็นบททดสอบของ portfolio

ประเด็นที่ตลาดต้องติดตามมากที่สุดคือ การเจรจาราคายาของ Medicare ในสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มมีผลกับยา 10 รายการตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 CMS ระบุว่ากลุ่มแรกให้ส่วนลดจาก list price ราว 38–79% และจะมีการกำหนดราคาสำหรับยาอีก 15 รายการในปี 2570 และ 15 รายการในปี 2571 กลไกนี้ทำให้ตลาดต้องประเมินอายุของทรัพย์สินทางปัญญา สัดส่วนรายได้ใน Medicare และความสามารถในการชดเชยรายได้ด้วยยาใหม่ของแต่ละบริษัท


กราฟ 2: จำนวนยาที่อยู่ในแต่ละ cohort ของ Medicare Drug Price Negotiation Program ตามปีที่ราคาเจรจาเริ่มมีผล



นัยสำคัญคือ แรงกดดันด้านราคายาไม่ได้เกิดกับทุกบริษัทพร้อมกัน และไม่ได้กระทบยาทุกชนิดในระดับเดียวกัน บริษัทที่มียาใหม่อยู่ระหว่างพัฒนา มีโอกาสขยายการใช้ยาไปยังโรคอื่น กระจายรายได้หลายประเทศ และมีรายได้จากบริการหรือเครื่องมือแพทย์ จะรับมือได้ดีกว่า ในทางกลับกัน บริษัทที่พึ่งพายาหลักเพียงไม่กี่ตัว โดยเฉพาะยาที่ใกล้หมดสิทธิบัตรหรือมีรายได้จาก Medicare สูง ต้องประเมินเป็นรายบริษัท ไม่ควรลงทุนเพียงเพราะราคาหุ้นดูถูกกว่ากลุ่มอื่น


มุมมอง K WEALTH คือ กลุ่ม Healthcare ไม่เหมาะกับการลงทุนแบบซื้อทั้งตลาด เพราะแต่ละธุรกิจมีแรงขับเคลื่อนและความเสี่ยงต่างกันมาก โดยส่วนที่มีโอกาสเติบโตสูงมักอยู่ในกลุ่ม Biotech ซึ่งมีความผันผวนสูงตามผลทดลองยาและข่าวเฉพาะบริษัท


สำหรับ KT-HEALTHCARE ซึ่งมีสัดส่วนในกลุ่ม Biotech ค่อนข้างสูง มุมมองนี้ไม่ได้หมายความว่ากองทุนไม่ดี แต่ในช่วงนี้ยังไม่ใช่กองทุนที่เราแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุน เพราะเรามองว่ากลุ่มอื่นมีความน่าสนใจกว่าในเชิงโอกาสและความเสี่ยง ขณะเดียวกันแรงกดดันจากประเด็นการเมืองสหรัฐฯ และการเลือกตั้งกลางเทอม (Mid-term election) ยังอาจเป็นปัจจัยกดดันต่อกลุ่ม Healthcare โดยเฉพาะหุ้น Biotech ในระยะสั้น


สรุป: Healthcare ยังเป็นธีมระยะยาว แต่เราไม่ได้แนะนำให้ซื้อหรือเพิ่มน้ำหนัก ณ ตอนนี้

Healthcare มีแรงหนุนระยะยาวจากสังคมสูงวัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ แต่ผลตอบแทนในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับการเลือกลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการแยกธุรกิจที่มีรายได้มั่นคงออกจากธุรกิจที่หวังการเติบโตสูงอย่าง Biotech ซึ่งมีความผันผวนมากกว่า


ดังนั้น มุมมองปัจจุบันไม่ได้แปลว่า Healthcare หรือกองทุนที่มี Biotech สูงไม่ดี แต่เป็นการเลือกจังหวะลงทุนและเปรียบเทียบความน่าสนใจกับกลุ่มอื่นๆ ซึ่งในช่วงนี้เรามองว่ามีทางเลือกอื่นที่ให้สมดุลความเสี่ยงและผลตอบแทนน่าสนใจกว่า ขณะที่แรงกดดันจาก Mid-term election ยังอาจเป็นปัจจัยกดดันในระยะสั้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : WHO (Ageing and health, 2025); CMS Medicare Drug Price Negotiation Program; FDA Novel Drug Approvals (2025–2026).


หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-GHEALTH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
    • KT-HEALTHCARE-A: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-GHEALTH: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ
    • KT-HEALTHCARE-A: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-GHEALTH, KT-HEALTHCARE-A: T+4 /li>

คำเตือน


ผู้เขียน

K WEALTHชาญณรงค์ กิตินารถอินทราณี, CFA

Back to top