-
อายุยืนขึ้น โจทย์การเงินก็ยาวขึ้น การลงทุนจึงไม่ควรโฟกัสแค่ผลตอบแทนระยะสั้น แต่ต้องวางแผนให้เงินเติบโตและเพียงพอสำหรับทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่สร้างความมั่งคั่งจนถึงหลังเกษียณ
-
Lifetime Wealth เปลี่ยนมุมคิดจาก “เลือกสินทรัพย์” เป็น “ออกแบบพอร์ตตามเป้าหมาย” ผ่านการลงทุนแบบ Goals-based และกระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อรับมือความผันผวนและสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว
-
พอร์ตที่ดีควรเติบโตไปพร้อมกับชีวิต ปรับสัดส่วนและกลยุทธ์ตามช่วงวัย เป้าหมาย และความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เงินสามารถทำหน้าที่ได้ทั้งสร้างความมั่งคั่ง รักษาความมั่งคั่ง และสร้างกระแสเงินสดหลังเกษียณ
เมื่อคนเรามีอายุยืนขึ้น ตลาดผันผวนขึ้น และเป้าหมายชีวิตเปลี่ยนไป การลงทุนอาจไม่ใช่เรื่องของ “ผลตอบแทนสูงสุด” แต่คือการสร้างพอร์ตที่พาเราไปถึงเป้าหมายในทุกช่วงชีวิต
อายุยืนขึ้น โจทย์การเงินก็ยาวขึ้น
หลายคนอาจมองว่าการวางแผนการเงินคือการ “เก็บเงินให้พอเกษียณ” แต่เมื่อคนมีอายุยืนขึ้น การเกษียณอาจไม่ใช่เส้นชัยอีกต่อไป เพราะหลังจากหยุดทำงาน เรายังมีค่าใช้จ่ายและเป้าหมายอีกหลายสิบปีรออยู่ ขณะเดียวกัน ตลาดการลงทุนในปัจจุบันก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ความผันผวนของตลาด และความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ โจทย์จึงไม่ได้มีแค่ “จะลงทุนอะไรให้ได้ผลตอบแทนดี” แต่ต้องถามต่อว่า “จะออกแบบเงินลงทุนอย่างไร ให้เติบโตเพียงพอและรองรับเป้าหมายของเราได้ตลอดชีวิต” นี่คือที่มาของแนวคิด Lifetime Wealth หรือการวางแผนความมั่งคั่งตลอดช่วงชีวิต
เมื่อการลงทุนต้องอยู่กับเราไปอีกหลายสิบปี
ความร่วมมือระหว่าง KAsset และ J.P. Morgan Asset Management ที่มุ่งพัฒนา Lifetime Investment Solutions สะท้อนให้เห็นว่า โลกการลงทุนกำลังให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวและการวางแผนตามเป้าหมายชีวิตมากขึ้น
สำหรับนักลงทุนไทย แนวคิดนี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และคนมีแนวโน้มใช้ชีวิตหลังเกษียณยาวนานขึ้น การลงทุนจึงไม่ควรจบลงที่คำถามว่า “ปีนี้พอร์ตได้กี่เปอร์เซ็นต์” แต่ควรถามให้ไกลกว่านั้นว่า “พอร์ตของเราพร้อมแค่ไหนสำหรับชีวิตอีก 10, 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า” เพราะสุดท้ายแล้ว ความมั่งคั่งที่แท้จริงอาจไม่ใช่การมีเงินมากที่สุด แต่คือการมีเงินที่ถูกวางแผนให้ทำหน้าที่ได้เหมาะสมตลอดชีวิต
จาก “หาผลตอบแทนสูงสุด” สู่ “ลงทุนให้ถึงเป้าหมาย”
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของการลงทุนระยะยาวคือ Goals-based Investing หรือการลงทุนโดยมีเป้าหมายเป็นตัวตั้ง โดยนักลงทุนควรเริ่มจากการถามว่า
- ต้องการเงินก้อนนี้ไปทำอะไร
- ต้องใช้เงินเมื่อไร
- ต้องการกระแสเงินสดเท่าไร
- รับความผันผวนได้มากน้อยแค่ไหน
- และเมื่อเกษียณแล้ว เงินจะต้องทำหน้าที่อย่างไรต่อ
เพราะพอร์ตที่เหมาะกับคนอายุ 30 ปีที่กำลังสร้างความมั่งคั่ง อาจไม่เหมาะกับคนอายุ 55 ปีที่กำลังเตรียมเกษียณ ดังนั้น พอร์ตที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นพอร์ตที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่ควรเป็นพอร์ตที่เหมาะกับ “เป้าหมายและช่วงชีวิต” ของเจ้าของเงินมากที่สุด
Lifetime Wealth กับ 3 ช่วงสำคัญของชีวิตการเงิน
หากมองการลงทุนเป็นเส้นทางระยะยาว สามารถแบ่งโจทย์สำคัญออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่
-
สร้างความมั่งคั่ง
ช่วงวัยทำงาน เป้าหมายหลักคือการสร้างเงินลงทุนให้เติบโต ระยะเวลาลงทุนที่ยาวทำให้นักลงทุนสามารถรับความผันผวนได้มากขึ้น และใช้ประโยชน์จากการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว
หัวใจสำคัญคือ การลงทุนอย่างสม่ำเสมอและกระจายความเสี่ยง มากกว่าการพยายามจับจังหวะตลาดให้ได้ทุกครั้ง เปรียบเสมือนคนวัยหนุ่มสาวหรือช่วงต้นของการออกวิ่ง ด้วยสปีดที่เร็ว เพื่อโอกาสเดินทางไปให้ไกลที่สุด
-
ต่อยอดความมั่งคั่ง พร้อมเตรียมเกษียณ
เมื่อเข้าใกล้เป้าหมาย ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “โตให้เร็วที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น
การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภทและหลายภูมิภาค สามารถช่วยลดการพึ่งพาสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง และทำให้พอร์ตมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง เปรียบเสมือนคนวัยทำงานรุ่นใหญ่ ที่เน้นวิ่งแบบมาราธอน ได้ระยะทางยาวๆ แบบมั่นคง
-
รักษาความมั่งคั่งและสร้างกระแสเงินสด
เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ เป้าหมายเปลี่ยนจาก “ทำให้เงินโต” เป็น “ทำให้เงินเติบโตอย่างเพียงพอ พร้อมสร้างรายได้มาใช้จ่าย”ความท้าทายคือ เงินต้องอยู่กับเราไปอีกหลายสิบปี ขณะที่รายได้จากการทำงานลดลงหรือหายไป
ดังนั้น การวางแผนหลังเกษียณจึงควรคำนึงถึงการรักษาเงินต้น การสร้างกระแสเงินสด และการเติบโตของเงินให้ทันกับเงินเฟ้อ เปรียบเสมือนคนเกษียณที่แค่ค่อยๆ เดิน ก็ใกล้ถึงเส้นชัยแน่ๆ ขอแค่อย่ารีบเร่งจนสะดุดล้มระหว่างทาง
ทำไม “พอร์ตกระจายทั่วโลก” จึงมีบทบาทมากขึ้น
เมื่อเป้าหมายคือการสร้างความมั่งคั่งตลอดชีวิต การกระจายการลงทุนจึงมีความสำคัญมากกว่าการเลือก “ผู้ชนะ” เพียงไม่กี่ตัว พอร์ตแบบ Global Multi-Asset สามารถกระจายความเสี่ยงทั้งหลายสินทรัพย์ หลายประเทศ และหลายภูมิภาค เพราะไม่มีใครรู้ว่าสินทรัพย์ ประเทศ หรือธีมการลงทุนใดจะเป็นผู้นำในอีก 5–10 ปีข้างหน้า วันนี้อาจเป็นหุ้นเทคโนโลยี พรุ่งนี้อาจเป็นสินทรัพย์หรือภูมิภาคอื่น การมีพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงจึงช่วยให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคาดเดาผู้ชนะของตลาดในทุกช่วงเวลา และที่สำคัญกว่านั้นคือ ช่วยให้เรามีโอกาสลงทุนต่อเนื่องผ่านช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน โดยไม่ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ทุกครั้งที่ตลาดเปลี่ยนทิศ แต่ยังพร้อมเปิดรับโอกาสเติบโตในระยะยาว
-
กองทุน K-WealthPLUS Series
“พอร์ตที่ดี” ไม่ใช่พอร์ตเดียวตลอดชีวิต
Lifetime Wealth ไม่ได้หมายความว่าเราสร้างพอร์ตขึ้นมาแล้วปล่อยทิ้งไว้ตลอดชีวิต ตรงกันข้าม พอร์ตควรปรับตามชีวิตของเรา เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น เป้าหมายเปลี่ยน ความเสี่ยงที่รับได้ลดลง หรือใกล้ถึงวัยเกษียณ สัดส่วนการลงทุนก็ต้องปรับให้เหมาะสม
ลองนึกภาพง่ายๆ
วัย 30: เน้นสร้างและเติบโต
วัย 40: เพิ่มความสมดุลและเตรียมเป้าหมายระยะกลาง
วัย 50: ลดความเสี่ยงและเตรียมเงินสำหรับเกษียณ
วัยเกษียณ: เน้นรักษาความมั่งคั่งและสร้างกระแสเงินสด
จึงไม่มีการลงทุนรูปแบบใดสามารถตอบโจทย์ได้ทุกช่วงวัย ที่เป้าหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น การวางแผนการเงินที่ดีจึงไม่ใช่การถามว่า “กองทุนไหนดี?” แต่ควรเริ่มจาก “เป้าหมายของเราคืออะไร และพอร์ตแบบไหนจะช่วยพาเราไปถึงเป้าหมายนั้น?”
ถึงเวลามองพอร์ตให้ไกลกว่าผลตอบแทน
ลองทบทวนพอร์ตของคุณวันนี้ว่า
- เงินลงทุนแต่ละก้อนมีเป้าหมายอะไร
- สัดส่วนสินทรัพย์เหมาะกับช่วงชีวิตหรือไม่
- พอร์ตกระจายความเสี่ยงเพียงพอหรือยัง
- หากตลาดผันผวนหนัก เรายังลงทุนต่อได้หรือไม่
- และหากถึงวันเกษียณ พอร์ตจะสามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้เพียงพอหรือไม่
หากคำตอบยังไม่ชัดเจนอาจถึงเวลาทบทวนการลงทุนจาก “เลือกผลิตภัณฑ์” มาเป็น “ออกแบบพอร์ตให้ตอบโจทย์ชีวิต”ให้ทุกการลงทุนมีเป้าหมาย และให้พอร์ตเติบโตไปพร้อมกับทุกช่วงชีวิตของคุณ
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-WPULTIMATE: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE: T+6
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Bangkok Post https://www.bangkokpost.com/business/investment/3297237/kasset-jpmam-target-lifetime-wealth#