-
การปรับฐานของหุ้น AI ครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดจบของ AI Cycle แต่เป็นโอกาสในการกระจายการลงทุนจากกลุ่มที่ขึ้นมาแรงแล้วไปยังส่วนอื่นของ AI Ecosystem ที่ยังมีโอกาสเติบโตตามการลงทุนด้าน AI ในระยะถัดไป
-
ช่วงที่ตลาดผันผวนถือเป็นจังหวะทยอยสะสมกองทุนหุ้นอย่าง K-GTECH, ES-GTECH, K-GNEXT, K-GINFRA, KT-FINANCE เพื่อโอกาสเติบโตจากผู้ชนะในระยะถัดไปของ AI Ecosystem
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ผันผวนที่สุดในช่วงที่ผ่านมา หลัง KOSPI ปรับตัวลงอย่างรุนแรงจากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ทั้งที่ผลประกอบการและความต้องการชิปสำหรับ AI ยังคงแข็งแกร่ง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะของ “Leverage Event” มากกว่า “Earnings Event” กล่าวคือ ราคาหุ้นถูกกดดันจากการลดสถานะของนักลงทุนที่ใช้ Leverage และ Forced Selling จาก Leveraged ETF มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน
สัญญาณล่าสุดบ่งชี้ว่าแรงกดดันส่วนนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลของ J.P. Morgan Asset Management ระบุว่าสินทรัพย์ใน Leveraged ETF ที่อ้างอิง Samsung Electronics และ SK Hynix ลดลงจากประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์ ณ ปลายเดือนมิถุนายน เหลือเพียง 17,000 ล้านดอลลาร์ และประเมินว่า Leveraged ETF Unwind น่าจะเสร็จสิ้นแล้ว และ Hedge Funds ลด Leverage ไปแล้วประมาณ 90%
ในเวลาเดียวกัน พื้นฐานของ AI ยังไม่ได้เปลี่ยนทิศ ทั้งความต้องการ HBM, การลงทุนของ Hyperscalers และการเติบโตของ Cloud Business ยังคงแข็งแกร่ง เราจึงมองว่าการพักฐานรอบนี้อาจไม่ใช่สัญญาณ “จุดจบของ AI” แต่เป็นโอกาสในการปรับวิธีลงทุนจากการไล่ตามหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรงอย่าง HBM ไปสู่การลงทุนที่กระจายครอบคลุมทั้ง AI Ecosystem มากขึ้น
จาก AI Boom สู่ Leverage Boom: ทำไมตลาดถึงลงแรงกว่าพื้นฐาน
ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมตลาดเกาหลีถึงปรับตัวลงแรง ต้องย้อนกลับไปดูว่าอะไรทำให้ตลาดขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า
เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจาก AI Investment Cycle โดยเฉพาะ Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งเป็นผู้ผลิต Memory Chip และ HBM รายใหญ่ของโลก เมื่อความต้องการ AI เพิ่มขึ้น ราคาหุ้นจึงปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และดึงดูดเงินลงทุนจำนวนมากเข้าสู่ตลาด รวมถึงเงินลงทุนที่ใช้ “Leverage”
Leverage คืออะไร
พูดง่ายๆ คือการใช้ “เงินกู้หรือเครื่องมือทางการเงิน” เพื่อเพิ่มขนาดการลงทุนให้มากกว่าเงินทุนที่มีอยู่ เช่น หากมีเงิน 100 บาท แต่ลงทุนด้วย Leverage 2 เท่า จะมี Exposure เทียบเท่ากับ 200 บาท หากตลาดขึ้น 10% ผลตอบแทนก็อาจถูกขยายให้สูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากตลาดลดลง ผลขาดทุนก็จะถูกขยายมากขึ้นเช่นกัน
เมื่อราคาหุ้นเริ่มลดลง นักลงทุนหรือกองทุนที่ใช้ Leverage จึงจำเป็นต้องลดขนาดการลงทุนอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมความเสี่ยง กระบวนการนี้เรียกว่า “Deleveraging” หรือการลด Leverage ซึ่งอาจนำไปสู่ Forced Sell หรือการถูกบังคับขายสินทรัพย์ออกมา แม้ว่าพื้นฐานของบริษัทจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากก็ตาม
เกิดเป็นวงจรที่หุ้นลง → ต้องลด Leverage → เกิดแรงขายเพิ่ม → หุ้นลงต่อ จนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานควรจะเป็น
ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนในวันนี้คือ สัญญาณต่างๆ เริ่มสะท้อนว่า Deleveraging และ Forced Sell รอบใหญ่มีแนวโน้มผ่านจุดรุนแรงที่สุดไปแล้ว ดังนั้น หลังจากแรงขายทางเทคนิคค่อยๆ ลดลง ตลาดมีโอกาสกลับมาให้น้ำหนักกับ “Fundamentals” หรือพื้นฐานของธุรกิจมากขึ้นอีกครั้ง
ที่มา : Bloomberg, K WEALTH ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569
HBM อาจเป็นเพียงบทแรก — โอกาส AI ยังมีอีกทั้ง Ecosystem
สิ่งที่เราอยากให้นักลงทุนแยกออกจากกันให้ชัดเจนคือ “ราคาหุ้นที่ถูกขายจาก Leverage” ไม่ได้เท่ากับ “AI Fundamentals แย่ลง”
ที่ผ่านมา HBM และ Semiconductor เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จาก AI อย่างชัดเจนและราคาหุ้นปรับขึ้นมาก่อน แต่การเติบโตของ AI ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ชิป เพราะหลังจากผลิตชิปแล้ว เรายังต้องมี Data Center, Cloud, Networking, Cooling System, ระบบไฟฟ้า ไปจนถึง Software และ AI Applications เพื่อให้ AI สามารถนำไปใช้งานจริงได้
ดังนั้น Next Wave ของ AI อาจเป็นการขยายตัวจากผู้ชนะกลุ่มแรก ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ตลอดทั้ง Value Chain
Semiconductor/HBM → Hyperscalers & Cloud → Data Center → Network → Power & Cooling → Software & AI Applications
นี่เป็นเหตุผลที่เราไม่มองการปรับฐานของหุ้น AI ครั้งนี้ว่าเป็นจุดจบของ AI Cycle แต่กลับมองว่าเป็นโอกาสในการ “กระจายการลงทุน” จากกลุ่มที่ขึ้นมาแรงแล้ว ไปยังส่วนอื่นของ AI Ecosystem ที่ยังมีโอกาสเติบโตตามการลงทุนด้าน AI ในระยะถัดไป
Leverage ถูกล้าง แต่ AI Story ยังเดินต่อ
การปรับฐานของตลาดเกาหลีรอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในระยะสั้น “ราคาหุ้น” สามารถเคลื่อนไหวแรงกว่าการเปลี่ยนแปลงของ “พื้นฐาน” ได้ โดยเฉพาะเมื่อตลาดมี Leverage สูง แต่เมื่อกระบวนการ Deleveraging และ Forced Sell ผ่านช่วงรุนแรงที่สุดไปแล้ว เราเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานจะค่อยๆ กลับมามีบทบาทต่อทิศทางตลาดมากขึ้น
ในขณะที่ภาพระยะยาวของ AI ทั้งการลงทุนของ Hyperscalers, Data Center และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังเดินหน้าต่อ เราจึงมองช่วงที่ตลาดผันผวนเป็นจังหวะทยอยสะสมมากกว่าการไล่ราคา
สำหรับการลงทุน K WEALTH แนะนำแบ่งตามบทบาทได้ดังนี้
-
ES-GTECH / K-GTECH — ทยอยสะสมเพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของ AI ที่กระจายไปตลอดทั้ง Technology และ AI Value Chain
-
K-GNEXT — อีกทางเลือกสำหรับการรับประโยชน์จาก Next Generation Technology และการขยายตัวของ AI ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
-
K-GINFRA — เหมาะกับการลงทุนระยะยาว เพื่อรับธีมโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะความต้องการไฟฟ้าและพลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของ Data Center และ AI
-
KT-FINANCE — ใช้กระจายการลงทุนออกจากหุ้น Technology ไปยังสถาบันการเงินทั่วโลก ซึ่งมีโอกาสได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจที่ยังขยายตัว รายได้จากตลาดทุน การซื้อขาย รวมถึงกิจกรรม IPO และ M&A ที่มีแนวโน้มฟื้นตัว พร้อมรับประโยชน์ทางอ้อมจากความต้องการเงินทุนเพื่อรองรับการลงทุนใน AI และโครงสร้างพื้นฐาน
กลยุทธ์จึงไม่ใช่การพยายามจับว่าหุ้น AI ลงถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง แต่คือการใช้ความผันผวนทยอยสะสม และขยายการลงทุนจาก “ผู้ชนะรอบแรกอย่าง HBM” ไปสู่ “ผู้ชนะในระยะถัดไปของ AI Ecosystem”
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-GINFRA, K-GNEXT: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- K-GTECH, ES-GTECH, KT-FINANCE: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-GNEXT, K-GINFRA: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-GTECH, ES-GTECH, KT-FINANCE: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-GNEXT, K-GINFRA, K-GTECH, ES-GTECH, KT-FINANCE: T+4