-
หุ้น AI ยังคงมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว แต่รูปแบบการลงทุนกำลังเข้าสู่ช่วง AI Second Wave ที่เน้นการสร้างรายได้จริงและโครงสร้างพื้นฐาน
-
โอกาสการเติบโตขยายตัวจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน หุ้นขนาดเล็กสหรัฐฯ และฐานการผลิตชิปขั้นสูงในเอเชีย
-
การจัดพอร์ตอย่างสมดุลควรกำหนดพอร์ตหลักด้วยกองทุนผสม และเสริมโอกาสเติบโตด้วยกองทุนธีมเฉพาะทางอย่างกองทุน K-GINFRA, ES-GTECH และ SCBRS2000
การลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI แม้จะปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่น แต่ภาพการเติบโตกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ที่มีความชัดเจนยิ่งขึ้น K WEALTH ได้สรุปมุมมองเชิงกลยุทธ์จากงานสัมมนา K WEALTH Investment Forum 2026 เพื่อเจาะลึกทิศทาง AI Second Wave พร้อมกลยุทธ์การจัดพอร์ตเพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว
หุ้น AI ยังน่าลงทุนอยู่ไหม? ถอดรหัสสัญญาณเศรษฐกิจและมุมมองผู้เชี่ยวชาญ
คำถามสำคัญในใจของนักลงทุนหลายคนในปัจจุบันคือ หุ้นกลุ่ม AI ที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องยังคงมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนได้อีกหรือไม่ จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในงานสัมมนา K WEALTH Investment Forum 2026 ได้แก่ Mr. John Woods (Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions - Asia จาก Lombard Odier), Mr. Alexander Treves (APAC Head of Investment Specialist for Emerging Market and Asia Pacific Equities จาก J.P. Morgan Asset Management) และคุณศิริพร สุวรรณการ CFA, CFP® (Chief Portfolio Strategist จาก K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย) มีความเห็นสอดคล้องกันว่า AI ไม่ใช่เพียงกระแสการเก็งกำไรชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระดับโลกที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
แม้ราคาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ จะสะท้อนข่าวดีไปมากพอสมควร แต่วัฏจักรการลงทุนในระบบปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงเริ่มต้นไปสู่ช่วงการปรับใช้จริงในภาคธุรกิจ การแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่บีบให้ภาคเอกชนและภาครัฐทั่วโลกต้องเร่งเพิ่มงบประมาณลงทุนในระบบประมวลผลข้อมูล
ภาพรวมการลงทุนในระยะถัดไปจึงไม่ได้จบลงแค่การถือครองหุ้นกลุ่มผู้พัฒนาแบบดั้งเดิม K WEALTH ประเมินว่าตลาดกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งการเติบโตของผลกำไรจะกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การเลือกลงทุนอย่างมีกลยุทธ์และการกระจายความเสี่ยงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน
เจาะลึก AI Second Wave: โอกาสการลงทุนใหม่จากโครงสร้างพื้นฐานถึงเทคโนโลยีเอเชีย
เมื่อการลงทุน AI เข้าสู่คลื่นลูกที่สอง หรือ AI Second Wave ศูนย์กลางการเติบโตจะย้ายจากผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้นน้ำ การขยายตัวของ Data Center ทั่วโลกสร้างความต้องการพลังงานไฟฟ้า โครงข่าย Fiber Network และระบบระบายความร้อนในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก
AI Second Wave คือ ช่วงที่การเติบโตกระจายจากการเก็งกำไรหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ไปสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้จริง สินทรัพย์ที่น่าสนใจ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานพลังงานและ Data Center หุ้นเทคโนโลยีเอเชียที่ผลิตชิปขั้นสูง และหุ้นขนาดเล็กสหรัฐฯ ที่ได้รับประโยชน์จากการกระจายตัวของกำไร
นอกจากนี้ ตลาดเทคโนโลยีในเอเชีย โดยเฉพาะไต้หวันและเกาหลีใต้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเนื่องจากเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิปประมวลผลขั้นสูง หุ้นเทคโนโลยีเอเชียยังมีระดับราคา หรือ Valuation ที่น่าสนใจและมีความตึงตัวน้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังส่งผลบวกต่อหุ้นขนาดเล็ก หรือ Small Cap ในดัชนี Russell 2000 ที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรกระจายตัวได้ดีขึ้น
กลยุทธ์จัดพอร์ตรับคลื่น AI: สัดส่วนและกองทุนแนะนำจาก K WEALTH
ในการสร้างพอร์ตการลงทุนที่เติบโตอย่างมั่นคง K WEALTH แนะนำให้ใช้วิธีการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite โดยกำหนดให้พอร์ตหลัก (Core Portfolio) มีสัดส่วนประมาณ 70% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพื่อสร้างความเสถียรและลดความผันผวน ผ่านกองทุนผสมระดับโลกอย่าง K-WealthPLUS Series หรือ K-ALLROADS Series ซึ่งมีการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ตามภาวะตลาดอย่างอัตโนมัติ
สำหรับพอร์ตส่วนเสริม (Satellite Portfolio) นักลงทุนสามารถแบ่งเงินลงทุนในสัดส่วน 20-30% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพื่อเลือกลงทุนในกองทุนธีมเด่นที่มีศักยภาพเติบโตสูงตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ดังนี้
กองทุน
|
กลุ่มสินทรัพย์และจุดเด่นการลงทุน
| กลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำ
|
K-GINFRA
| เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก
รับอานิสงส์จากความต้องการ Data Center และพลังงานไฟฟ้า มีกระแสเงินสดมั่นคง
| สำหรับสะสมระยะกลาง-ยาว
และความผันผวนน้อยกว่าหุ้นเทคโนโลยี
|
ES-GTECH
| กองทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก บริหารแบบ
Active Management พร้อมหมุนพอร์ตตาม ธีม AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
| เน้นลงทุนเพื่อสร้างโอกาสเติบโตสูง
ไปกับคลื่นเทคโนโลยีใหม่
|
SCBRS2000
| ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กสหรัฐฯ ตามดัชนี
Russell 2000 รับประโยชน์จากการ กระจายตัวของกำไรและเศรษฐกิจสหรัฐฯ
| สำหรับการกระจายความเสี่ยง
จากหุ้นขนาดใหญ่
|
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการลงทุนระยะยาวสามารถเริ่มต้นจัดพอร์ตและเลือกลงทุนในกองทุนธีมเด่นที่มีศักยภาพเติบโตสูงผ่าน K PLUS หรือขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของ K WEALTH ได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา เพื่อให้การลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-GINFRA, SCBRS2000: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- ES-GTECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-GINFRA: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- SCBRS2000: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- ES-GTECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+2 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 2 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+2) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันพุธ เป็นต้น
- SCBRS2000: T+2
- K-GINFRA, ES-GTECH: T+4