เทคเอเชียผันผวนหนัก แค่สะดุดหรือถึงจุดเปลี่ยน?

ตลาดตัดสินว่าหุ้นชิปใกล้ถึงจุดพีคแล้ว แต่ประมาณการกำไรยังถูกปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กดฟัง
หยุด
  • หุ้นเทคโนโลยีเอเชียผันผวนหลังราคาหุ้นหลายบริษัทปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางเกาหลี และความกังวลว่าโมเดล AI รุ่นใหม่จากจีนอาจทำงานได้ดีขึ้นโดยใช้ชิปน้อยลง
  • ​ ​ การปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีเอเชียสะท้อนทั้งความกังวลของตลาดและแรงขายเชิงเทคนิค จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าหุ้นเทคโนโลยีเอเชียเข้าสู่ขาลงรอบใหม่
  • ​ ​ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสามารถทยอยสะสมกองทุน K-ATECH, K-GTECH และ ES-GTECH เมื่อราคาปรับฐานได้ แต่ควรควบคุมสัดส่วนไม่เกิน 20% ของพอร์ตโดยรวม

เดือนแห่งแรงขาย เทคเอเชียสุดผันผวน

หุ้นเทคโนโลยีเอเชียเริ่มปรับฐานตั้งแต่ทำจุดสูงสุดในช่วงปลายเดือนมิถุนายน หลังราคาหุ้นหลายบริษัทปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว จนตลาดเริ่มกังวลทั้งเรื่องมูลค่าและความยั่งยืนของวัฏจักร AI


แรงขายถูกซ้ำเติมจากหลายเหตุการณ์ ทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางเกาหลี และความกังวลว่าโมเดล AI รุ่นใหม่จากจีนอาจทำงานได้ดีขึ้นโดยใช้ชิปน้อยลง


ผลคือ KOSPI ร่วงมากกว่า 30% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน ความผันผวนเข้ามาปกคลุมตลาดหุ้นเอเชีย การเหวี่ยงขึ้นลงรุนแรงภายในระยะเวลาสั้นๆ สะท้อนว่าตลาดไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่มีทั้งอารมณ์ของนักลงทุน การกระจุกตัวของเม็ดเงิน และแรงขายจากสถานะที่ใช้เลเวอเรจเข้ามาขยายความผันผวน จนตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า วัฏจักร AI กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนแล้วหรือไม่


พื้นฐานกำลังเปลี่ยนจริงหรือไม่?

ความกังวลของตลาดก็มีมูลอยู่บ้าง โดยราคาชิปหน่วยความจำในไตรมาส 3 คาดว่าจะขึ้นช้าลงมาก เช่น Server DRAM จากที่เคยเพิ่มขึ้นราว 56% ต่อไตรมาส เหลือราว 16% ซึ่งสะท้อนว่าโมเมนตัมของราคาผ่านจุดเร่งสูงสุดไปแล้ว แต่การเติบโตที่ช้าลงไม่เท่ากับการหดตัวของราคาชิปที่อาจยังเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มช้ากว่าเดิม


ขณะที่กำไรยังเติบโตต่อได้จากปริมาณขาย สัดส่วนสินค้ามูลค่าสูงอย่าง HBM และกำลังการผลิตที่ถูกจองไว้ล่วงหน้า ข้อมูลล่าสุดยังไม่ยืนยันว่าอุปสงค์ AI กำลังหดตัว โดย TSMC ยังคงรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ล่าสุดกำไรไตรมาส 2 เติบโตถึง 77% พร้อมปรับเพิ่มเป้ารายได้ไตรมาสถัดไป ขณะที่ประมาณการกำไรของผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ยังไม่ได้ถูกปรับลดลงในทิศทางเดียวกับราคาหุ้น นักวิเคราะห์คาดกำไร SK Hynix เร่งขึ้นทุกไตรมาสถึงปลายปี (ไตรมาส 4 โต 727%) ขณะที่ Samsung ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และนักวิเคราะห์คาดกำไรหุ้นเอเชียจะโตแรงสุดในโลกช่วงครึ่งหลังปีนี้ ทะยานแตะระดับ 50% ในไตรมาส 3 แซงทั้งสหรัฐฯ และยุโรป หากจุดเปลี่ยนใกล้เข้ามาจริง ภาพเหล่านี้ควรเป็นตรงกันข้าม




จุดเปลี่ยนที่ตลาดอาจมองข้าม

ภาพจำเดิมของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์คือธุรกิจที่มีวัฏจักรขึ้นลงรุนแรง (Boom-Bust Cycle) ตามปริมาณสินค้าคงคลัง แต่ในปัจจุบัน โครงสร้างของธุรกิจหน่วยความจำกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีเสถียรภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ประการแรก ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ได้เริ่มนำข้อตกลงซื้อขายระยะยาวแบบ Take-or-Pay หรือ Supply Capacity Agreement (SCA) มาใช้กับลูกค้ารายใหญ่ เช่น สัญญาของ Micron ซึ่งช่วยล็อกปริมาณการซื้อและราคาขายล่วงหน้าตลอดช่วงปี 2026 ถึง 2030 ส่งผลให้ประมาณการรายได้ของบริษัทผู้ผลิตมีความแน่นอนสูงขึ้นมาก


ประการที่สอง ความซับซ้อนในการผลิตชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง หรือ High Bandwidth Memory (HBM) สำหรับงาน Agentic AI ต้องใช้นวัตกรรมการประกอบขั้นสูง ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต อุปทานจึงตึงตัวและพยุงให้อัตรากำไรอยู่ในระดับสูง


ปรากฏการณ์ที่ราคาหุ้นผันผวนรุนแรงบนฐานโครงสร้างรายได้ที่นิ่งขึ้นนี้ จึงถือเป็นสภาวะชั่วคราวที่เกิดจากกลไกการตลาด ไม่ใช่สัญญาณเตือนภัยเชิงโครงสร้างแต่อย่างใด หรืออาจกล่าวได้ว่าหุ้นกลุ่มชิปกำลังเปลี่ยนสถานะจากหุ้นวัฏจักร (Cyclical) ไปสู่หุ้นเติบโต (Growth) ที่มีดีมานด์โครงสร้างระยะยาวรองรับ


ราคาที่ถูกลง และกองทุนที่กระจายพอร์ตไว้ก่อน

ผลจากกำไรที่ถูกปรับขึ้นสวนราคาที่ร่วงลง ทำให้มูลค่าหุ้นถูกลงอย่างรวดเร็ว ล่าสุด (21 ก.ค. 69) ดัชนี KOSPI ซื้อขายที่ Forward P/E เพียง 6.8 เท่า ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ต่ำกว่าช่วงโรคระบาดปี 2020 ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคเอเชียโดยรวม (MSCI AC Asia Pacific IT) อยู่ที่ 12.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 18 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสองตลาดชี้ตรงกันว่าราคาที่ลงมาสะท้อนความกังวลมากกว่าพื้นฐานที่แย่ลง



[ ภาพประกอบ: กราฟ Forward P/E ของ KOSPI (6.8 เท่า) และ MSCI Asia IT (12.3 เท่า) เทียบค่าเฉลี่ยระยะยาว



เบื้องหลังความทนทานของกองทุน K-ATECH มาจากการปรับโครงสร้างพอร์ตล่วงหน้าอย่างยืดหยุ่น โดยผู้จัดการกองทุนได้ลดความกระจุกตัวของหุ้น 10 อันดับแรกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ถือหุ้นมากที่สุดไม่เกิน 6-7% พร้อมทั้งกระจายการลงทุน ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยจีนมีสัดส่วนมากที่สุดราว 34% ตามด้วยญี่ปุ่น 27% และไต้หวัน 19% ทำให้แรงขายที่กระจุกในเกาหลีไม่กระทบพอร์ตทั้งหมด


อีกทั้งการถือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตของจีนที่มูลค่าสมเหตุสมผลอย่าง Xiaomi และ Tencent ซึ่งเคลื่อนไหวสวนทางกับหุ้นชิปหน่วยความจำที่ถูกเทขาย ก็ช่วยพยุงให้กองทุนปรับลงน้อยกว่าตลาด โดยในรอบ 1 เดือนกองทุนปรับลงราว 14% น้อยกว่าดัชนี KOSPI ที่ลบ 23% และภาพรวมยังบวกกว่า 20% ในรอบ 3 เดือน สะท้อนว่าการกระจายพอร์ตช่วยลดแรงกระแทกในช่วงตลาดผันผวนได้จริง



คำแนะนำจาก K WEALTH

การปรับฐานครั้งนี้สะท้อนทั้งความกังวลของตลาดและแรงขายเชิงเทคนิค จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าหุ้นเทคโนโลยีเอเชียเข้าสู่ขาลงรอบใหม่


K WEALTH มองว่า นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสามารถทยอยสะสมกองทุน K-ATECH, K-GTECH และ ES-GTECH เมื่อราคาปรับฐานได้ แต่ควรควบคุมสัดส่วนไม่เกิน 20% ของพอร์ตโดยรวม เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการกระจุกตัวมากเกินไป และควร Rebalance เป็นระยะเพื่อบริหารภาพรวมพอร์ต


นักลงทุนระยะสั้น หรือผู้ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำถึงปานกลาง หากมีกำไรมากกว่า 10% พิจารณาทำกำไรกองทุนหุ้นเทคโนโลยีโลกและเอเชียบางส่วน เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต และพักเงินบางส่วนในกองทุนตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำ เช่น K-SFPLUS-A เพื่อรอจังหวะลงทุนใหม่


สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีเวลาติดตามข้อมูลข่าวสารทุกวัน กองทุนผสม K-WealthPLUS Series ที่มีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย มีผู้จัดการกองทุนติดตามและปรับสัดส่วนให้อยู่เสมอตามนโยบายที่ประกาศไว้ อย่าง K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ก็ยังเหมาะกับการเป็น Core Port ที่ถือลงทุนได้ แม้ตลาดผันผวน


หมายเหตุ:
  • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SFPLUS-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-ATECH ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7 ได้แก่ K-GTECH, ES-GTECH
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ได้แก่ K-SFPLUS-A ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-ATECH, K-GTECH, ES-GTECH
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 ได้แก่ K-SFPLUS-A T+4 ได้แก่ K-ATECH, K-GTECH, ES-GTECH T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

K WEALTHพิมลพรรณ จุฬพุฒิงพงษ์ CISA, AFPT

Back to top