-
Rare Earth ในปี 2026 ยังไม่คลี่คลายแบบถาวร แม้บรรยากาศการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–จีนจะผ่อนคลายลงและกดให้ตลาดมีการปรับฐาน แต่คอขวดเชิงโครงสร้างยังอยู่
-
กองทุนหลักปรับตัวขึ้นราว +233% (total return) จากจุดต่ำสุดเดือนเมษายน 2025 ถึงจุดสูงสุดเดือนพฤษภาคม 2026 ด้วยหัวใจสำคัญหลักๆ คือ จีนยังคงใช้แร่ Rare Earth เป็นไพ่ในมือในการต่อรองกับสหรัฐฯ ส่วนฝั่งตะวันตกตอบโต้ด้วยนโยบายอุตสาหกรรมที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น เช่น การตั้ง price floor เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ การให้ภาครัฐเข้าถือหุ้นของกิจการที่มีความสำคัญ และสัญญารับซื้อระยะยาว
จากช่วงปลายปี 2025 ที่ K WEALTH ได้เขียนบทความถึงกลุ่มแร่หายากว่าคืออะไรและทำไมถึงสำคัญ ทั้งความสำคัญต่ออุตสาหกรรมโลกใหม่ อุปสงค์-อุปทานที่ถูกชักจูงโดยนโยบายภาครัฐ และราคาที่ขึ้นลงตามการเติบโตของอุตสาหกรรมต่างๆ วันนี้จึงอยากย้อนกลับมาดูกระแส Rare Earth อีกครั้งในปี 2026 ว่าเป็นอย่างไร และยังน่าสนใจอยู่ไหม
อัปเดตภาพปี 2026 เปลี่ยนไปแค่ไหน?
การประชุมสำคัญระหว่าง Trump – Xi ที่ปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งจบลงอย่างชื่นมื่นถึงแม้จะไร้ข้อตกลงเรื่องแร่หายาก แต่สัญญาณโดยรวมที่ออกมาดูผ่อนคลายทำให้ตลาดเห็นการปรับฐาน 20% ดังนั้น ถามว่าในเชิงพื้นฐานมีการคลี่คลายลงจากปีก่อนหน้าไหม ก็ต้องตอบว่าจุดคอขวดเชิงโครงสร้างยังอยู่ ระบบ price floor และการควบคุมการส่งออกยังมีอยู่ และจุด deadline ที่ตลาดน่าจะยังคงจับตามองอย่าง Section 232 วันที่ 13 ก.ค. 2026 และมาตรการควบคุมการส่งออกชุดที่ถูกระงับของจีนจะหมดอายุการระงับ 10 พ.ย. 2026 น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ผู้ลงทุนในกลุ่มนี้จับตามอง
เหตุการณ์สำคัญๆ ในอดีตที่เกี่ยวกับแร่ Rare Earth
ปี 2025
ในเดือนเมษายน 2025 เป็นครั้งแรกที่เราเริ่มเห็นนโยบายที่ส่งผลกับด้านอุปสงค์อย่างมีนัย จากการที่จีนประกาศให้ Rare Earth 7 ชนิดและแม่เหล็กแร่หายากทั้งหมดต้องขอใบอนุญาตส่งออก เหตุการณ์นั้นทำให้เราเห็นการนำเข้าแร่ Rare Earth บางชนิดของสหรัฐฯ จากจีนลดลงถึง 95% ซึ่งการบังคับใช้ระบบใบอนุญาตที่นั้นยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้
ตามมาด้วยมาตรการเสริมที่จีนออกเพิ่มในเดือนตุลาคม 2025 ที่ขยายขอบเขตไปถึงสินค้าที่ผลิตนอกจีนแต่มีแร่หายากจากจีนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งภายหลังมาตรการตัวนี้ถูกระงับไว้จนถึง 10 พฤศจิกายน 2026
ฝั่งของตะวันตกเองก็มีการออกมาตอบสนองกับมาตรการดังกล่าวของจีนโดย ในเดือนกรกฎาคม 2025 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) เข้าถือหุ้น ~15% ใน MP Materials พร้อม price floor เป็นเวลา 10 ปี และสัญญารับซื้อจากกำลังการผลิตใหม่ทั้งหมด 100%, Apple เริ่มทำดีลแม่เหล็กมูลค่า $500M เดือนมีนาคม 2026 บริษัท Lynas ได้รับการขยาย price floor เช่นเดียวกันถึงปี 2038
โดยการตอบสนองทางนโยบายนี้ทำให้เราเห็นราคาของแร่หายากที่ถูกคุ้มครองนั้นปรับตัวขึ้นจากราว $49/kg ในเดือนธันวาคม 2024 ไปทำจุดสูงสุดใกล้ราคาที่รัฐตกลงรับซื้อที่ประมาณ $110/kg โดยปัจจุบันถึงแม้ราคาตลาดจะปรับลดลงมาต่ำกว่าราคาที่ตกลงไว้ แต่กลไกของการมี price floor จึงเป็นเหมือนฐานที่ทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่ถูกกระทบด้านการผลิตมากนัก
ปี 2026
อย่างที่ทุกท่านน่าจะติดตามกัน Donald Trump กับทาง สี จิ้นผิง มีการพบกันที่ปักกิ่งในช่วงเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยหลังจบทางสหรัฐฯ แถลงทันทีว่าจีน 'ตกลงจะดูแล' ปัญหาการขาดแคลนแร่ต่างๆ ของสหรัฐฯ แต่จีนไม่ได้ออกมายืนยันแบบเดียวกันพร้อมยังยืนยันมาตรการควบคุมส่งออกอยู่ จากข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาแร่ Rare Earth มีการย่อกลับลงไปต่ำกว่า floor ที่รัฐ เคยกำหนดไว้
โดยสรุปเหตุการณ์ในปี 2026 นี้ สะท้อนได้ว่า ตลาดมองว่าการที่ไม่มีฝ่ายใดยกระดับประเด็น Rare Earth แม้จะไม่มีข้อตกลง ก็ถือว่าสถานการณ์เบาลงแล้ว อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านการควบคุมการส่งออกของจีนนั้นยังไม่ได้หายไปเพียงแค่ถูกระงับใช้ไว้จนถึงช่วงสิ้นปีนี้เท่านั้น
ด้านผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลกองทุนที่เกี่ยวข้องอย่าง บลจ.วรรณ และ บลจ.ดาโอ ยังมองเห็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มดังกล่าวจากปัจจัยหนุน เช่น Demand ที่ยังคงเพิ่มขึ้นจากกระแสพัฒนาการด้านเทคโนโลยี และคอขวดด้าน supply จากปริมาณกำลังผลิตที่กระจุกตัวและความยากในการตั้งกำลังการผลิตใหม่ รวมถึงมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีนที่ประกาศไปในปี 2025 ที่ยังเป็นปัจจัยผลักดันหลัก โดยเฉพาะแร่ Yttrium, Terbium และ Dysprosium ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด
ขอขอบคุณบทวิเคราะห์จากบลจ.วรรณ และ บลจ.ดาโอ
ที่ผ่านมาปัจจัยไหนสำคัญกับ Rare Earth บ้าง?
ปัจจัยที่ 1 ความอ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ
จากผลการศึกษา regression ผลตอบแทนรายเดือนของ REMX ต่อการเปลี่ยนแปลงของ US 10-year breakeven inflation rate โดยควบคุม beta เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI ACWI) บนช่วงข้อมูลกุมภาพันธ์ 2011 – มิถุนายน 2026 โดย ผลคือ กองทุนขยับราว +1.65% ต่อทุกๆ การเพิ่มขึ้น 10 basis point ของเงินเฟ้อระยะยาว เหนือไปจาก beta ตลาด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับลักษณะกลุ่ม commodity ที่มีมูลค่าหุ้นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับความคาดหวังเงินเฟ้อ
Period ที่เราทดสอบ
|
Inflation beta
(ต่อ 1 หน่วยการเปลี่ยนแปลงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะ 10 ปี)
|
t-stat
| สรุป
|
Rolling 36 เดือน (2023 - 2026)
| 0.471
| 2.46
| ภาพระยะ 3 ปี ถือว่ามีความสอดคล้องในทิศทางบวก และมีนัยยะตามหลักสถิติ
|
ปัจจัยที่ 2 ภาพ sentiment หรือปัจจัยด้านข่าว
ถ้าเราย้อนดูเหตุการณ์สำคัญๆ ที่มีประเด็นร้อนในเรื่อง Rare Earth ตั้งแต่ช่วงมกราคม 2025 ถึงมิถุนายน 2026 และวัด ผลตอบแทนของกองทุน REMX ในสัปดาห์ของแต่ละเหตุการณ์ เราจะพบว่าปัจจัยข่าวนั้นส่งผลอย่างมากต่อผลตอบแทนในกลุ่มนี้โดยส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการยกระดับจากฝั่งจีน แต่เป็นการตอบโต้เชิงนโยบายของฝั่งตะวันตก: ดีล MP–DoD, ดีล Apple, คำสั่งห้ามส่งออกแร่ dual-use ไปกองทัพญี่ปุ่นของจีน ประกาศ Section 232 และแผน US–EU
ปัจจัยพื้นฐาน VanEck Rare Earth and Strategic Metals
ด้านพื้นฐาน ต้องยอมรับว่าธีมการลงทุนแร่แรร์เอิร์ธนั้นยังถือว่าเป็นธีมที่มีความ Speculative สูง เพราะถ้าหากดูในเรื่องของปัจจัยพื้นฐานผ่าน ratio ต่างๆ จะเห็นว่ามีราคาแพงกว่าดัชนีหุ้นโลกชัดเจน และบริษัทส่วนมากยังดำเนินงานแบบขาดทุนอยู่
Fundamentals vs MSCI ACWI (as of 31 พ.ค. 2026)
(อ้างอิงจาก fund factsheet VanEck Rare Earth and Strategic Metals และเว็ปไซต์ MSCI)
Metric
|
REMX
| MSCI ACWI
|
มูลค่าตลาดเฉลี่ย
| $10.2B
| $41B
|
P/E
| 44.68x
| 23.77x
|
P/B
| 3.68x
| 3.85x
|
รายละเอียดของกองทุนแม่ VanEck Rare Earth and Strategic Metals
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- DAOL-RARE, ONE-RAREEARTH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- DAOL-RARE, ONE-RAREEARTH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- DAOL-RARE, ONE-RAREEARTH: T+2