-
การจัดพอร์ตควรเริ่มจากการเข้าใจตัวเองก่อนว่าเราเป็นนักลงทุนประเภทไหน โดยพิจารณาจากความสามารถในการรับความเสี่ยงและความเต็มใจที่จะรับความเสี่ยง รวมถึงรู้เป้าหมาย และระยะเวลาลงทุน
-
พอร์ตลงทุนแบบ Core + Satellite + Cash Plus ที่เหมาะกับตัวเองจะช่วยให้ลงทุนอย่างมีวินัยและไปถึงเป้าหมายอย่างที่ต้องการ
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมลงทุนกองทุนเดียวกัน บางคนถือแล้วสบายใจ แต่บางคนถือแล้วกลับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ คำตอบอาจไม่ใช่ว่ากองทุนนั้นดีหรือไม่ดี แต่เพราะความเสี่ยงที่รับได้และพอร์ตที่เหมาะสมกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ปัญหาของนักลงทุนไม่ได้อยู่ที่ไม่มีกองทุนให้เลือก แต่อยู่ที่เลือกไม่ถูก
นักลงทุนจำนวนมากเริ่มต้นจากคำถามเดิมๆ คือ
- มีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง แต่ไม่รู้จะเริ่มลงทุนยังไงดี
- ตอนนี้ควรซื้อกองทุนอะไรดี
- ลงทุนตามคนอื่น แต่พอตลาดผันผวน ทำไมถึงนอนไม่หลับ
ความจริงคือ นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดตัวเลือก แต่ขาดกรอบคิดในการเลือกให้เหมาะกับตัวเอง
ถ้าลงทุนด้วยการตามกระแสโดยไม่รู้ว่าพอร์ตแบบไหนเหมาะกับเรา ผลลัพธ์ที่มักเกิดขึ้นกับตนเอง คือ
- รับความผันผวนไม่ไหว แล้วขายออกกลางทาง
- ถือสินทรัพย์ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย ทำให้ไม่ผลตอบแทนน้อยไป ก็ผันผวนมากไป
- กระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ประเภทเดียวมากเกินไป ทำให้พอร์ตเหวี่ยงเกินไป
- เห็นพอร์ตแกว่งแล้วกังวล ทั้งที่ยังไม่ได้ใช้เงินในเร็วๆ นี้
เพราะฉะนั้น จุดเริ่มต้นของการลงทุนที่ดีคือ ตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า “พอร์ตแบบไหนที่เหมาะกับเรา”
แนวคิดการจัดพอร์ต
การจัดพอร์ตที่ดี ที่เหมาะกับเรา ควรตั้งต้นจาก 3 คำถามสำคัญคือ
1. เป้าหมายคืออะไร
เงินก้อนนี้ที่จะลงทุน มีไว้เพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนหรือยัง เช่น
- สร้างความมั่งคั่งระยะยาว
- สร้างรายได้สม่ำเสมอ
- ซื้อบ้าน
- วางแผนเกษียณ
2. ใช้เงินเมื่อไร
ระยะเวลาที่จะใช้เงิน เป็นสิ่งที่มีผลต่อการเลือกสินทรัพย์อย่างมาก ทางเลือกอาจต่างกันแม้จะรับความเสี่ยงได้เท่ากัน เช่น
- ใช้ใน 1–3 ปี ควรเน้นความมั่นคง สินทรัพย์โดยควรไม่ควรเสี่ยงมาก แม้ปกติจะเป็นคนรับความเสี่ยงได้สูงก็ตาม
- ใช้ใน 3–5 ปี ลงทุนเสี่ยงได้มากขึ้น จัดสรรส่วนหนึ่งในสินทรัพย์เสี่ยงได้
- ใช้ใน 5–10 ปีขึ้นไป ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้มากขึ้น เพื่อให้เงินเติบโตได้ระยะยาว
3. รับความเสี่ยงได้แค่ไหน
เรื่องความเสี่ยง อยากให้พิจารณาทั้งความสามารถในการรับความเสี่ยงและความเต็มใจที่จะรับความเสี่ยงควบคู่กัน เพราะบางคนคิดว่าตัวเองอายุยังน้อย มีเวลาลงทุนอีกนาน รับความเสี่ยงได้สูง พอเห็นพอร์ตติดลบ 10% แล้วนอนไม่หลับ แต่บางคนเห็นพอร์ตติดลบ 20% แล้วยังถือต่อได้อย่างสบายใจ ดังนั้น พอร์ตที่เหมาะกับนักลงทุนแต่ละคน และแต่ละเป้าหมาย จึงแตกต่างกัน
สำหรับโครงสร้างพอร์ตลงทุนที่ทาง K WEALTH แนะนำคือ Core + Satellite + Cash Plus
- Core เงินส่วนที่เป็นรากฐานที่มั่นคง เพื่อโอกาสเติบโตระยะยาว โดยเน้นกองทุนผสมและตราสารหนี้ที่กระจายทั่วโลก
- Satellite เป็นเงินส่วนที่เพิ่มโอกาสทำกำไร โดยแบ่งเงินส่วนเล็กๆ ไปทำให้พอร์ตเติบโตตามเทรนด์
- Cash Plus เป็นเงินส่วนสภาพคล่องที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต และยังเป็นกระสุนสำรองในการบริหารพอร์ต
-
กองทุนผสม K-WealthPLUS Series
ลดความเสี่ยงพอร์ต มั่นใจด้วยพาร์ทเนอร์ระดับโลก
คุณเป็นนักลงทุนแบบไหน?
สำหรับการลงทุนที่ยังไม่ได้มีวัตถุประสงค์หรือกำหนดเวลาการใช้เงินที่ชัดเจน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักมีการลงทุนแบบนี้ เช่น ลงทุนไปเรื่อยๆ เพื่อความมั่งคั่งระยะยาว ประเด็นหลักจึงกลับมาอยู่ที่เราเป็นนักลงทุนประเภทไหนเป็นหลัก ซึ่งเราสามารถแบ่งนักลงทุนออกเป็น 3 ประเภทคือ
1. The Wealth Guardian ผู้มั่งคั่งสายมั่นคง
เป็นคนที่มีศักยภาพการลงทุนสูง แต่เน้นความปลอดภัยเป็นหลัก พอร์ตลงทุนแนะนำ ณ มิ.ย. 69 ได้แก่
เหตุผลที่จัดพอร์ตแบบนี้เพราะส่วนของ Core Portfolio มีส่วนที่ลงทุนในกองทุนผสม K-WPBALANCED เป็นหลัก ที่ลงทุนในหุ้นไม่มาก ประมาณ 30% และ Core Portfolio อีกส่วนหนึ่งลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกในกองทุน K-GDBOND-A(A) ซึ่งช่วยลดความผันผวนและเพิ่มเสถียรภาพให้กับพอร์ตลงทุน
2. The Rational Pro นักลงทุนตัวจริง
เป็นคนที่พร้อมทั้งเงินและใจ ยอมรับการขาดทุนระยะสั้นได้เพื่อกำไรระยะยาว พอร์ตลงทุนแนะนำ ณ มิ.ย. 69 ได้แก่
เหตุผลที่จัดพอร์ตแบบนี้เพราะส่วนของ Core Portfolio มีส่วนที่ลงทุนในกองทุนผสม K-WPSPEEDUP เป็นหลัก ที่ลงทุนในหุ้นประมาณ 65% เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้สูงขึ้นเพื่อโอกาสกำไรระยะยาว
3. The Daredevil นักสู้สายซิ่ง
เป็นคนใจถึง อยากรวยเร็ว และเทรดค่อนข้างบ่อย โดยพอร์ตลงทุนแนะนำ ณ มิ.ย. 69 ได้แก่
เหตุผลที่จัดพอร์ตแบบนี้เพราะส่วนของ Core Portfolio มีส่วนที่ลงทุนในกองทุนผสม K-WPULTIMATE เป็นหลัก ที่ลงทุนในหุ้นประมาณ 85% เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้สูงเพื่อโอกาสเติบโตระยะยาว
ลองประเมินตัวเองดูว่าเราเป็นนักลงทุนแบบไหน เพื่อให้สามารถจัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะกับตัวเอง ซึ่งการลงทุนและจัดพอร์ตอย่างมีกรอบคิดจะช่วยให้ทุกการตัดสินใจลงทุนง่ายขึ้น และลงทุนได้อย่างมั่นใจในระยะยาว
การจัดพอร์ตที่ดีไม่ใช่การหากองทุนเข้าพอร์ตที่ “ดีที่สุด” แต่คือการเลือกกองทุนที่ “เหมาะกับเราที่สุด”
เมื่อเราเข้าใจตัวเอง รู้ว่าเป็นนักลงทุนประเภทไหน รู้เป้าหมายการลงทุน และรู้ระดับความเสี่ยงที่รับได้ การเลือกกองทุนจะง่ายขึ้นมาก พอร์ตจะมีทิศทางชัดเจนขึ้น และจะลงทุนได้อย่างมีวินัยมากขึ้นในระยะยาว ที่สำคัญ อย่าลืมกระจายความเสี่ยงและทบทวนพอร์ตสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละครั้ง
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-SFPLUS-A: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
- K-GDBOND, K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-WPULTIMATE, K-GINFRA, K-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- K-GTECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-SFPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
- K-GINFRA: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-GDBOND, K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE, K-ATECH, K-GTECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-SFPLUS-A: T+1
- K-GDBOND: T+2
- K-GINFRA, K-ATECH, K-GTECH: T+4
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE: T+6