-
BOJ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1.0% สูงสุดในรอบ 31 ปี สะท้อนความกังวลเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงจากค่าจ้างและราคาพลังงาน
-
เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังฟื้นตัวปานกลาง แม้เผชิญแรงกดดันจากตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน แต่ยังมีแรงหนุนจากกำไรธุรกิจ การจ้างงาน และภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย
-
K WEALTH มองหุ้นญี่ปุ่นเป็นกลาง แนะนำกระจายพอร์ตไปกองทุนแนะนำอื่น เช่น K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED K-ATECH ฯลฯ เพราะการขึ้นดอกเบี้ยต่อ และ Valuation ที่ตึงตัวอาจจำกัด Upside ระยะสั้น/em>
16 มิ.ย. 69 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติ 7 ต่อ 1 ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1.0% ตามที่ตลาดคาด โดย BOJ ประเมินว่า
- ด้านเงินเฟ้อ อาจอยู่สูงกว่าเป้าหมายจากราคาพลังงานและค่าจ้างแรงงานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง
- ด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังฟื้นตัวในระดับปานกลาง แม้มีสัญญาณอ่อนแรงบางส่วนจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังได้รับแรงหนุนจากกำไรภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง รายได้และการจ้างงานที่ดีขึ้น รวมถึงภาวะการเงินที่ยังผ่อนคลาย
ดัชนีและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง (ข้อมูลวันที่ 16 มิ.ย. 2026 11:05 น.)
- Nikkei 225: 69,404.50 (+0.13%)
- TOPIX: 3,991.14 (-0.21%)
- JP 10Y Bond Yield: 2.654% +0.080 (+3.11%)
- USD/JPY: 160.37 +0.06 (+0.04%)
มุมมองจาก K WEALTH
คาดว่า BOJ จะยังคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไป จากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงกว่าเป้าหมาย ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ โดย K WEALTH คาดว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปีนี้
K WEALTH มีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) ต่อหุ้นญี่ปุ่น จากผลประกอบการภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับดี อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แนวโน้ม BOJ ทยอยขึ้นดอกเบี้ย และระดับมูลค่า (Valuation) ที่ตึงตัว อาจจำกัด Upside ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะสั้น
K WEALTH มีมุมมอง ระมัดระวังต่อพันธบัตรญี่ปุ่น เนื่องจาก BOJ ยังส่งสัญญาณพร้อมปรับนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้น ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง อาจกดดัน Bond Yield ญี่ปุ่นให้ปรับสูงขึ้นต่อในระยะข้างหน้า
คำแนะนำจาก K WEALTH
- สำหรับผู้ที่มีสถานะการลงทุนในกองทุนหุ้นญี่ปุ่นอยู่ เช่น K-JP-A(D), K-JPX-A(A)
- หากมีสัดส่วนน้อยกว่า 20%ของเงินลงทุน แนะนำถือต่อ
- หากมีสัดส่วนมากกว่า 20%ของเงินลงทุน แนะนำทยอยลดสัดส่วนให้น้อยกว่า 20%
- นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำถึงปานกลาง สามารถลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ เช่น K-SFPLUS เพื่อพักเงินและหาจังหวะที่เหมาะสมเพื่อลงทุนตามกองทุนแนะนำ
- นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้กลาง-สูง แนะนำทยอยสะสมในกองทุนแนะนำที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว ดังนี้
- บริหารพอร์ตอย่างยั่งยืนตามความเสี่ยงที่รับได้ผ่านกองทุนผสมไปกับ K-WealthPLUS Series อย่าง K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED
- กระจายการลงทุนไปกับกองทุนตราสารหนี้โลกอย่าง K-GDBOND
- กลุ่ม Defensive ผ่านกลุ่ม Global Infrastructure ผ่านกองทุน K-GINFRA
- กองทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกผ่านกองทุน ES-GTECH หรือ K-GTECH ซึ่งมีระดับ Valuation ไม่ตึงตัวมาก การเติบโตเด่นจากทิศทาง AI ยังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
- กองทุนหุ้นเทคโนโลยีเอเชียผ่านกองทุน K-ATECH ซึ่งมีระดับ Valuation ที่น่าสนใจกว่า เกาะกระแส AI
หมายเหตุ:
- ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SFPLUS-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-GDBOND-A(A) , K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-ATECH, K-GINFRA-A(D), ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7 ได้แก่ ES-GTECH, K-GTECH
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ได้แก่ K-SFPLUS-A นโยบายป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 75%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-GINFRA-A(D) ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-GDBOND-A(A), K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-ATECH, K-GTECH, ES-GTECH
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 ได้แก่ K-SFPLUS-A T+2 ได้แก่ K-GDBOND-A(A) T+4 ได้แก่ K-GINFRA-A(D), K-ATECH, ES-GTECH, K-GTECH T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP