-
ธีมลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์กำลังได้อานิสงส์จาก 3 ปัจจัยหลัก กระแสการเติบโตของ AI ความต้องการเป็นอิสระทางด้านพลังงานของแต่ละประเทศ และปัจจัยหนุนระยะสั้นจากผลกระทบต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน
-
LHSOLAR กองทุนหุ้นพลังงานแสงอาทิตย์ระดับโลก ที่ลงทุนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโซลาร์ครบวงจร ตั้งแต่แผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ ไปจนถึงผู้พัฒนาโครงการในหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูง แต่ก็มีความผันผวนด้านราคา ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และลงทุนระยะกลางถึงยาว
ในโลกที่ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “พลังงานแสงอาทิตย์” ไม่ได้เป็นเพียงธีมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะเมื่อความต้องการไฟฟ้าจาก AI และ Data Center เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน กองทุน LHSOLAR จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเกาะเทรนด์นี้ผ่านธีมโซลาร์ระดับโลก
พลังงานแสงอาทิตย์: เทรนด์ที่ไม่ได้มาแค่ชั่วคราว
เหตุผลที่ธีมพลังงานแสงอาทิตย์ยังน่าจับตาคือ Solar เริ่มมีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนมากขึ้นในหลายตลาด และการติดตั้งกำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกยังเติบโตต่อเนื่องในระดับสูง แม้บางช่วงอุตสาหกรรมจะผันผวนก็ตาม ที่สำคัญคือ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำนวนมาก เช่น Microsoft, Google, Amazon และ Meta เริ่มทำสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาวจากโซลาร์เพื่อรองรับการใช้พลังงานของ AI ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับธีมนี้ในระยะยาว
อีกแรงหนุนที่ไม่ควรมองข้ามคือ “ความผันผวนของราคาพลังงานโลก” โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซที่ยังอ่อนไหวต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แม้โซลาร์ไม่ได้แข่งขันกับน้ำมันโดยตรงในภาคผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ แต่ทุกครั้งที่ราคาพลังงานฟอสซิลผันผวน จะยิ่งตอกย้ำให้ภาครัฐและภาคธุรกิจเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และหันมาล็อกต้นทุนพลังงานระยะยาวผ่านพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น
ทำความรู้จักกองทุน LHSOLAR
เพียงกองทุนเดียวคือ Invesco Solar ETF ในสัดส่วนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) โดยกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี MAC Global Solar Energy Index ซึ่งครอบคลุมหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ (Global Solar Value Chain) จากทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยอุตสาหกรรมหลักๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น
-
ผู้ผลิตเทคโนโลยีแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverters & Power Electronics) เช่น Enphase Energy และ SolarEdge Technologies ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรงจากแผงโซลาร์ให้เป็นกระแสสลับเพื่อใช้งานในบ้านเรือนหรือโครงข่ายไฟฟ้ายุคใหม่
-
ผู้ผลิตแผงและชิ้นส่วนโซลาร์ (Modules & Cells) เช่น First Solar (สหรัฐฯ) และ JinkoSolar ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงนวัตกรรมประสิทธิภาพสูงระดับโลก
-
ผู้พัฒนาและดำเนินโครงการฟาร์มโซลาร์ (Utility-scale Developers & Operators) เช่น NextPower และ Enlight Renewable ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าและขายไฟเข้าระบบโครงข่ายระยะยาว
โครงสร้างพอร์ตของกองทุนหลัก
ทรัพย์สินที่ลงทุน 10 อันดับแรกของกองทุนหลัก ได้แก่
บริษัท
|
สัดส่วน
|
First Solar Inc
| 12.23%
|
Nextpower Inc Class A
| 9.45%
|
Enphase Energy Inc
| 8.22%
|
Enlight Renewable Energy Ltd
| 7.44%
|
SolarEdge Technologies Inc
| 5.98%
|
Sunrun Inc
| 4.42%
|
Doral Group Renewable Energy Resources Ltd
| 4.20%
|
OY Nofar Energy Ltd
| 3.86%
|
HA Sustainable Infrastructure Capital Inc
| 3.74%
|
ที่มา: Invesco Solar ETF as of 5 June 2026
สัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศ
ประเทศที่กองทุนลงทุนมีความหลากหลายเพราะครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตต้นน้ำ ไปจนถึงผู้ใช้งานและผู้ให้บริการ โดยสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศ 5 อันดับแรกของกองทุนหลัก ได้แก่
ประเทศ
| สัดส่วน
|
สหรัฐอเมริกา
| 53.22%
|
อิสราเอล
| 19.57%
|
จีน
| 9.49%
|
สเปน
| 5.33%
|
ไต้หวัน
| 4.36%
|
ที่มา: Invesco Solar ETF as of 31 May 2026
ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ควรระวัง
สำหรับความเสี่ยงที่ควรระวัง ได้แก่
-
ความผันผวนด้านราคาและผลตอบแทนในอดีต หากพิจารณาผลตอบแทนย้อนหลังรายปีของกองทุนหลักจะพบว่ามีความผันผวนสูงมาก โดยปี 2020 เป็นปีที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ในช่วงปี 2024-2025 ที่ผ่านมา มีการปรับฐานราคาลงอย่างหนักเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2026
-
ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดเติบโตภายใต้กฎหมายสนับสนุนทางการเงินและการลดหย่อนภาษี เช่น กฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ของสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับประเทศหรือนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
-
ความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย การสร้างโครงการฟาร์มโซลาร์เซลล์และการติดตั้งแผงโซลาร์ตามบ้านเรือนส่วนใหญ่ใช้เงินกู้ยืม ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจึงเป็นปัจจัยกดดันกำไรโดยตรง แต่ในทางกลับกัน หากมีสัญญานการปรับลดดอกเบี้ยลง หุ้นกลุ่มนี้จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกทันที
ถ้ามองในมุมธีมการลงทุน กองทุน LHSOLAR คือโอกาสในการเกาะกระแสพลังงานสะอาดและความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากโลกยุค AI แต่ถ้ามองในมุมการบริหารความเสี่ยง ต้องอาศัยวินัยการลงทุนและการติดตามสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ เพราะทั้งราคา นโยบาย และดอกเบี้ย ล้วนมีผลต่อทิศทางของธีมนี้อย่างมีนัยสำคัญ
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- LHSOLAR: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- LHSOLAR: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)