-
หุ้นไทยปันผลสูง (SETHD) ยังคงน่าสนใจในภาวะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมามากแล้ว โดยมีจุดเด่นด้าน Valuation ที่ยังต่ำกว่าตลาด กำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตต่อเนื่อง และ Dividend Yield ที่อยู่ในระดับสูง
-
TISCOHD-A และ K-VALUE เป็นกองทุนหุ้นไทยปันผลระดับ 5 ดาวที่มีแนวทางการลงทุนแตกต่างกัน โดย TISCOHD-A เน้นการสร้างผลตอบแทนจากธีมหุ้นปันผลสูงอย่างสม่ำเสมอ ส่วน K-VALUE เน้นการคัดเลือกหุ้นเชิง Value Investing เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนส่วนเพิ่มในระยะยาว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองข้ามหุ้นไทย เพราะหลายคนอาจรู้สึกว่า “หุ้นไทยไม่ไปไหน” แต่ภาพในรอบปีที่ผ่านมาต่างออกไปชัดเจน เมื่อตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวแรงจนเป็นหนึ่งในตลาดที่โดดเด่นของภูมิภาค คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่ “หุ้นไทยขึ้นหรือไม่” อีกต่อไป แต่เป็น “จะลงทุนอะไรต่อ เมื่อหุ้นไทยไม่ได้ถูกเหมือนเดิมแล้ว” และหนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจคือ “หุ้นปันผล” ที่จ่ายเงินคืนผู้ถือหุ้นสม่ำเสมอไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง
ทำไมหุ้นปันผลยังน่าสนใจ แม้ตลาดจะฟื้นตัวแรงแล้ว?
ในปีที่ผ่านมา หุ้นไทยปรับขึ้นแรงจากแรงหนุนของการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นและดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำเพียง 1.00% แต่การวิ่งขึ้นรอบนี้ก็ทำให้ Valuation ของตลาดโดยรวมเริ่มกลับมา “ไม่ถูก” แล้ว โดย Forward P/E ของ SET ขยับขึ้นมาที่ราว 16.2 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 15.6 เท่า (ที่มา: Bloomberg ณ 5 มิ.ย. 2569) ขณะที่เงินเฟ้อเริ่มขยับขึ้นจากราคาพลังงาน การหวังพึ่งกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ในวงกว้างต่อจากนี้จึงท้าทายมากขึ้น เงินปันผลจึงเป็นแหล่งผลตอบแทนที่จับต้องได้และสม่ำเสมอกว่า
ขณะเดียวกัน กลุ่มหุ้นปันผลสูง (SETHD) ยังมีหลายปัจจัยที่น่าสนใจดังนี้
-
Valuation ยังถูกแม้ตลาดวิ่งแรง: SETHD ซื้อขายที่ Forward P/E ราว 9.5 เท่า ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ราว 10.3 เท่า และต่ำกว่าตลาดรวมที่ราว 16.2 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ (ที่มา: Bloomberg ณ 5 มิ.ย. 2569)
-
กำไรทำจุดสูงสุดใหม่: ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ SETHD ปรับขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับสูงสุดใหม่ สวนทางกับ P/E ที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงยังมี Valuation Gap ที่น่าสนใจ (ที่มา: Bloomberg ณ 5 มิ.ย. 2569)
-
ปันผลสูงกว่าทั้งตลาดไทยและเอเชีย: Dividend Yield ของ SETHD อยู่ที่ราว 6.7% ต่อปี สูงกว่าดัชนี SET ที่ราว 4.2% และสูงกว่าหุ้นเอเชีย (MSCI AC Asia Pacific ex Japan) ที่ 1.7% และหุ้นโลก (MSCI World) ที่ 1.5% ถึงราว 4 เท่า (ที่มา: Bloomberg ณ 5 มิ.ย. 2569)
เปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนเงินปันผล: หุ้นไทยปันผลสูง (SETHD) vs ตลาดหุ้นไทย (SET) vs หุ้นเอเชีย vs หุ้นโลก
ที่มา: Bloomberg ณ 5 มิ.ย. 2569
ถ้าอยากลงทุนผ่านกองทุนรวม เลือกกองไหนดี?
คำถามถัดมาคือ ถ้าจะลงทุนธีมนี้ผ่านกองทุนรวม จะเลือกแบบไหนดี? วันนี้เราหยิบ 2 กองทุนหุ้นไทยปันผลที่ได้ Morningstar Rating ระดับ 5 ดาวมาเทียบกันให้เห็นชัดๆ คือ TISCOHD-A จาก บลจ.ทิสโก้ และ K-VALUE จาก บลจ.กสิกรไทย
TISCOHD-A สายปันผลเชิงรุก เน้นหุ้นกลุ่ม SETHD
TISCOHD-A กองทุนจาก บลจ.ทิสโก้ จัดตั้งเมื่อปี 2555 เป็นกองทุนที่มีประวัติการลงทุนยาวนานกว่า 13 ปี ลงทุนในหุ้นดัชนี SETHD เป็นหลัก (เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV) และบริหารเชิงรุกเพื่อสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี
-
วิธีคัดหุ้น: กรองหุ้นที่เข้าเกณฑ์จากดัชนี SETHD และ Universe ของ TISCO ASSET ราว 50-60 ตัว แล้ววิเคราะห์เชิงลึกเหลือ 25-30 ตัว เน้นพื้นฐานดี ปันผลสม่ำเสมอ 3-5 ปี และมีแนวโน้มจ่ายปันผลโตกว่าค่าเฉลี่ย จัดพอร์ตแบบ Barbell สมดุลระหว่าง Dividend Yield กับ Equity Beta
-
จุดเด่น: ผลการดำเนินงานโดดเด่นชนะดัชนีชี้วัดในหลายช่วงเวลา และตั้งแต่จัดตั้ง ได้ Morningstar 5 ดาว (Morningstar Rating as of May 31, 2026 ) แต่ไม่จ่ายปันผล นำเงินปันผลไปลงทุนต่อเพื่อสะสมมูลค่า
K-VALUE สายเน้นมูลค่า ซื้อของถูกที่ปันผลยั่งยืน
K-VALUE กองทุนจาก บลจ.กสิกรไทย จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2538 เน้นแนว Value Investing คัดหุ้นรายตัวเข้มข้น และหันมาใช้ดัชนี SETHD TRI เป็นตัวชี้วัดตั้งแต่กลางปี 2566
-
วิธีคัดหุ้น: เลือกบริษัทพื้นฐานดี ปันผลสูงสม่ำเสมอ กระแสเงินสดแข็งแกร่ง เหลือพอร์ตเข้มข้นราว 30 ตัว แบ่งเป็น Core (>85%) หุ้นปันผลยั่งยืน + Opportunistic ยืดหยุ่นไปลงทุนหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่าพื้นฐานหรือหุ้นปันผลเติบโต
-
จุดเด่น: มี 2 Share Class ทั้งชนิดจ่ายปันผล (ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง) และไม่จ่ายปันผล ได้ Morningstar 5 ดาว (Morningstar Rating as of May 31, 2026 )
ตารางเปรียบเทียบ
แล้วควรเลือกกองไหนดี?
คำตอบขึ้นอยู่กับเป้าหมายของนักลงทุนมากกว่าคำถามว่า “กองไหนดีกว่า”
- หากคุณต้องการสะสมความมั่งคั่งระยะยาว ไม่จำเป็นต้องใช้กระแสเงินสดจากพอร์ตในปัจจุบัน และชอบกองทุนที่มีผลงานสม่ำเสมอ TISCOHD-A อาจเหมาะกว่า
- แต่หากคุณชื่นชอบแนวคิด Value Investing ต้องการโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี และอยากมีทางเลือกในการรับเงินปันผลออกมาใช้จริง K-VALUE อาจตอบโจทย์มากกว่า
สำหรับนักลงทุนบางคน การถือทั้งสองกองร่วมกันก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ควรเข้าใจว่าหุ้นหลักในพอร์ตเกินครึ่งอยู่ในกลุ่มธนาคารและพลังงานเหมือนกัน ดังนั้น สิ่งที่กระจายได้จริงคือ “สไตล์การบริหาร” มากกว่าการกระจายความเสี่ยงของหุ้นรายตัว
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- TISCOHD-A, K-VALUE: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- TISCOHD-A, K-VALUE: ไม่มีความเสี่ยงต่างประเทศ
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)