หุ้นไทยวิ่งแรง ถึงเวลาล็อกกำไรหรือยัง?

กดฟัง
หยุด
  • หุ้นไทยปรับขึ้นแรงกว่าหลายตลาดหุ้นทั่วโลก โดยได้แรงหนุนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัว เศรษฐกิจไทยที่ออกมาดีกว่าคาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ
  • หุ้นไทยที่ปรับขึ้นรอบนี้ ยังกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่ม ทำให้ตลาดไม่ได้แข็งแรงทั้งระบบ และมูลค่าหุ้นไทยเริ่มเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ upside เริ่มจำกัด
  • K WEALTH แนะนำให้ทยอยล็อกกำไรบางส่วนและจัดพอร์ตใหม่ โดยกระจายไปยังกองทุนหรือสินทรัพย์อื่นที่มีโอกาสเติบโต และลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นนับจากต้นปีมากกว่า 25% และ 1 ปีที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 38% (ข้อมูล ณ 5 มิ.ย. 69) ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีเมื่อเทียบกับหลายตลาดหุ้นทั่วโลก (เช่น S&P500 ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นประมาณ 10% และ 27% ในช่วงเวลาเดียวกันตามลำดับ) โดยหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมานี้ ได้รับแรงหนุนหลักมาจาก

  • กำไรบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวเด่น กำไรรวมไตรมาส 1/69 เติบโต +23% YoY และ +41% QoQ สะท้อนโมเมนตัมกำไรที่กลับมาเป็นบวกหลังผ่านจุดต่ำสุด
  • เศรษฐกิจไทยดีกว่าคาด GDP ไตรมาส 1/69 ขยายตัว +2.8% YoY สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 2.3% นำไปสู่การปรับเพิ่มประมาณการ GDP ทั้งปีขึ้นสู่ราว 2%
  • แรงหนุนจากนโยบายการคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐช่วยประคองกำลังซื้อในประเทศและหนุนความเชื่อมั่น


ข้อมูลราคากองทุน K-SET50 ย้อนหลัง 1 ปี จาก KAsset


อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นรอบนี้ยังกระจุกและไม่ได้กระจายทั้งตลาด โดยหลักๆ มาจากหุ้นขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวที่มีน้ำหนักต่อดัชนีสูง เป็นตัวขับเคลื่อนการขึ้นไปกว่าครึ่งหนึ่ง ของดัชนีทั้งหมด ที่เหลือนำโดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ICT/สื่อสารพลังงาน และธนาคาร ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดยังปรับขึ้นไม่มากนัก สะท้อนว่าตลาด ไม่ได้ถูกผลักดันจากหุ้นในวงกว้าง ความเสี่ยงจึงยังมีอยู่ หากแรงนำจากหุ้นกลุ่มเหล่านี้แผ่วลง


หลังการปรับขึ้นแรงของดัชนี SET ทำให้ระดับ valuation ของหุ้นไทยเริ่มกลับเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ upside เริ่มแคบลง จังหวะนี้จึงเหมาะกับการ ล็อกกำไรบางส่วนและจัดพอร์ตให้สมดุล มากกว่าการไล่ราคา


คำแนะนำจาก K WEALTH

สำหรับผู้ที่ถือกองทุนหุ้นไทย เช่น K-VALUE K-SET50 K-STAR : หากมีกำไรแล้ว เป็นจังหวะที่ดีในการ ทยอยขายทำกำไรบางส่วน แล้วโยกเข้ากองทุนแนะนำอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในสินทรัพย์ที่ยังมี upside เปิดกว้าง เช่น K-ATECH K-GNEXT-A(A) K-GINFRA-A(D)


สำหรับผู้ถือกองทุน RMF หุ้นไทย (เช่น K-S50RMF K-STARRMF K-MSRMF K-THAICGRMF K-FLRMF) หรือกองทุน SSF หุ้นไทย (เช่น K-STAR-SSF) : ยังคงเน้นถือระยะยาวตามแผนการลงทุนเพื่อการเกษียณได้ตามเดิม แต่หากพอร์ตมีสัดส่วนหุ้นไทยสูง หรือกังวลกับความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นไทย สามารถพิจารณาสับเปลี่ยนภายใน SSF หรือ RMF แล้วแต่กรณี ไปยังภูมิภาคอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น

  • ผู้ถือกองทุน SSF แนะนำพิจารณาสับเปลี่ยนไปกองทุน K-CHINA-SSF K-CHANGE-SSF
  • ผู้ถือกองทุน RMF แนะนำพิจารณาสับเปลี่ยนไปกองทุน K-GTECHRMF K-GIFRMF K-GSELECTRMF เป็นต้น
  • สำหรับผู้ที่มีอายุ 50-55 ปีขึ้นไป ถือเป็นโอกาสทยอยลดน้ำหนักหุ้นไทยเพื่อลดความผันผวนก่อนถึงวัยเกษียณ โดยสับเปลี่ยนไปพักในกองทุนตราสารหนี้ เช่น กองทุน K-SF-SSF และกองทุน K-SFRMF (สำหรับกองทุน SSF และ RMF ตามลำดับ)

สำหรับผู้ถือกองทุน Thai ESG (TESG) หุ้นไทย เช่น K-TNZ-ThaiESG : แนะนำให้ถือต่อกองทุนเดิม แม้กองทุน Thai ESG จะมีกองทุนตราสารหนี้เป็นทางเลือก แต่ตราสารหนี้ที่ลงทุนก็มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ (Duration) ที่สูง ทำให้ราคากองทุนยังคงมีความผันผวนอยู่แม้จะน้อยกว่าหุ้นไทยก็ตาม ซึ่งด้วยเงื่อนไขทางภาษีที่ต้องถือระยะยาว ที่ผ่านมาการถือกองทุนหุ้นมักมีโอกาสได้รับผลตอบแทนในระยะยาวที่สูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ได้


หมายเหตุ:
  • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-ATECH, K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A)
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า 75%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A) ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-ATECH
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+4 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 4 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+4) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันศุกร์ (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+4 ได้แก่ K-GINFRA-A(D), K-ATECH, K-GNEXT-A(A)


คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”, “ทำความเข้าใจเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและผลกระทบหากทำผิดเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH

Back to top