-
K WEALTH ขอแนะนำกองทุนใหม่ 2 กองอย่าง MCMIDSMALL และ KF-ATECH เป็นทางเลือกดีๆ ให้นักลงทุน ทั้งคู่ตอบโจทย์คนที่มองว่าการเติบโตของเอเชียยังไม่จบ
- โดย MCMIDSMALL เล่นกับบริษัทกลาง-เล็กของจีนที่รัฐบาลปั้นให้เป็นแชมป์อุตสาหกรรม และผ่านการคัดเลือกด้วยกลยุทธ์ AI + Quant
-
ส่วน KF-ATECH เปิดประตูสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI ของทั้งทวีปเอเชีย บริหารโดยบลจ. ระดับโลก
ทำไมเอเชียยังน่าลงทุนในปี 2026?
เอเชียกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางเทคโนโลยีโลก ทั้งในแง่ชิปที่ขับเคลื่อน AI, บริษัทขนาดกลาง-เล็กที่รัฐบาลจีนผลักดันให้เป็น unicorn และห่วงโซ่การผลิตที่ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพา กองทุนทั้งสองกองนี้ตั้งใจเข้าถึงโอกาสนั้นจากคนละมุม
กองทุน MCMIDSMALL - โอกาสลงทุนหุ้นจีนตัวจิ๋วแต่แจ๋วมาถึงแล้ว
MCMIDSMALL ลงทุนในกองทุนหลัก ChinaAMC CSI 500 Index Enhanced Fund ที่อ้างอิงดัชนี CSI 500 ซึ่งครอบคลุมบริษัทขนาดกลางและเล็กของจีนกว่า 500 บริษัท ที่รัฐบาลจีนเรียกว่า "Little Giants" ซึ่งคือ SME เฉพาะทางในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไบโอเทค และเซมิคอนดักเตอร์ที่จีนต้องการผลิตเองเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ กองทุนนี้ไม่ได้ติดตามดัชนีแบบ passive แต่ใช้ระบบ AI + Quant คัดหุ้นและสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) อย่างเป็นระบบ
ผลตอบแทนย้อนหลังสุดปัง

ดูจากกราฟจะเห็นว่า ผลตอบแทนของกองทุนหลัก (สีน้ำเงิน) โดดเด่นกว่า Benchmark (CSI 500 Index - สีเขียว) ชัดเจนในทุกช่วงเวลา สะท้อนประสิทธิภาพของการใช้ AI Model ช่วยลงทุน
กองทุน KF-ATECH – รวบตึงโครงสร้างพื้นฐาน AI ของทั้งเอเชียไว้ในกองเดียว
KF-ATECH ลงทุนในกองทุนหลัก Wellington Asia Technology Fund ที่บริหารโดยบลจ. ระดับโลกอย่าง Wellington Asset Management อ้างอิงดัชนี MSCI AC Asia Pacific Technology Custom Sector Index ครอบคลุมหุ้นเทคโนโลยีใน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน
Wellington ไม่ได้ลงทุนตามดัชนี แต่ค้นหา "ผู้ชนะในอนาคต" โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลาง-เล็กที่ตลาดยังมองข้าม
ตัวอย่างจุดแข็งของแต่ละประเทศ
-
ญี่ปุ่น — เจ้าแห่งชิ้นส่วนต้นน้ำและหุ่นยนต์ที่ทุกโรงงานชิปต้องพึ่งพา
-
ไต้หวัน — ศูนย์กลางการผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก
-
เกาหลีใต้ — ผู้นำในตลาดหน่วยความจำ ครองสัดส่วนการผลิตกว่า 70% ของโลก ที่ยังขาดแคลน และราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ
-
จีน — ราคาหุ้นเทคฯ ยังถูกกว่า US มาก แต่ศักยภาพกำไรปี 2027 สูงมาก
ผลตอบแทนระยะยาวแข็งแกร่ง
ดูจากตารางด้านบนจาก website ของกองทุนหลัก จะเห็นว่า ผลตอบแทนของกองทุนหลักในระยะยาวมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง จึงเหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
อีกจุดเด่นหนึ่งของกองทุนนี้คือ ทางเลือกที่หลากหลาย เพราะมีการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ หลายประเทศ และหลายธีมการลงทุนแล้ว
ลงทุนแยกกันดีไหม หรือควรลงทุนทั้งคู่?
ถ้ารับความเสี่ยงได้สูง และชอบการลงทุนในเอเชีย สามารถเลือกลงทุนกองใดกองหนึ่งที่ชอบก็ได้ หรือลงทุนคู่กันได้ เพราะหลักการลงทุนของทั้ง 2 กองค่อนข้างต่างกัน ดังนี้

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ
- K WEALTH CIO มีมุมมองเป็นบวกเล็กน้อยต่อการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชีย และหุ้นจีน แนะนำทยอยสะสมได้ แต่สัดส่วนในพอร์ตไม่ควรเกิน 20%
- ทั้งสองกองทุนมีความเสี่ยงระดับ 6 จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้และมีระยะเวลาลงทุนระยะกลางถึงยาว
- ตลาดเอเชียมีความอ่อนไหวต่อนโยบายภาครัฐ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพเศรษฐกิจโลก
สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุน MCMIDSMALL และ KF-ATECH สามารถคลิก Link เพื่อไปซื้อกองทุนที่แอป K PLUS ได้เลย
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- MCMIDSMALL, KF-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- MCMIDSMALL: ป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด
- KF-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- KF-ATECH: T+4
- MCMIDSMALL: T+5