หลายปีที่ผ่านมา ค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โรคที่เคยรักษาหลักหมื่น อาจกลายเป็นหลักแสน การนอนโรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน อาจกระทบเงินเก็บหลายปีของคนวัยทำงาน
คนไทยไม่ได้กลัวค่ารักษา แต่กลัวจ่ายไม่ไหวในวันที่ป่วย
ปัจจุบันคนจำนวนมากเริ่มสนใจทำประกันสุขภาพหลังจากเห็นคนใกล้ตัวป่วย และเมื่อเริ่มศึกษา ก็เจอกับคำศัพท์ใหม่ที่ทำให้เกิดความสับสน หนึ่งในนั้นคือคำว่า “Copayment”
หลายคนตีความทันทีว่า
- บริษัทประกันจะจ่ายไม่เต็ม
- ซื้อประกันแล้วต้องควักเงินจ่ายเพิ่ม
- ประกันสุขภาพกำลังแพงขึ้น
แต่ความจริงคือ Copayment ไม่ได้มีความหมายเดียวทั้งหมด และหากเข้าใจถูก มันอาจกลายเป็น “เครื่องมือวางแผนการเงิน” ที่ช่วยให้คนมีประกันสุขภาพในงบที่เหมาะกับตัวเองได้มากขึ้น
ทำความเข้าใจเรื่อง Copayment
Copayment หรือ ค่าใช้จ่ายร่วม คือการที่ผู้เอาประกันมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลบางส่วนร่วมกับบริษัทประกัน ตัวอย่างเช่น
หากกำหนด Copayment 10% ค่ารักษา 100,000 บาท
- ผู้เอาประกันจ่าย 10,000 บาท
- บริษัทประกันจ่าย 90,000 บาท
ฟังดูเหมือนผู้เอาประกันต้องจ่ายเพิ่ม แต่ในอีกมุมหนึ่งคือการแบ่งภาระบางส่วน เพื่อแลกกับเบี้ยประกันที่อาจเหมาะสมขึ้น ซึ่ง Copayment มี 2 รูปแบบที่คนมักสับสนกัน
.
Copayment คปภ. vs Copayment แบบประกัน ต่างกันอย่างไร?
1. Copayment แบบคปภ.
แนวทางที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลของ คปภ.โดยแนวคิดหลักคือ ช่วยควบคุมการเคลมที่เกินความจำเป็น และช่วยให้ระบบประกันสุขภาพมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว
ลักษณะสำคัญคือ
- มีหลักเกณฑ์ในการเข้าเงื่อนไขตามที่คปภ.กำหนด
- เกี่ยวข้องกับปีต่ออายุกรมธรรม์
- ไม่ได้เกิดกับทุกคนอัตโนมัติ
- บริษัทต้องแจ้งเงื่อนไขไว้ล่วงหน้า
พูดง่ายๆ คือ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องร่วมจ่ายทันทีตั้งแต่วันแรกที่ซื้อประกัน
2. Copayment แบบประกัน
ทางเลือกที่ผู้ซื้อสามารถเลือกได้ตั้งแต่เริ่มทำประกันสุขภาพ เช่น
- แผนที่มีค่าใช้จ่ายร่วม
- แผนที่มีความรับผิดส่วนแรก
ข้อดีคือ เบี้ยประกันมักถูกลง เพราะผู้เอาประกันรับผิดชอบบางส่วนเอง
เหมาะกับคนที่
- อายุยังน้อย
- สุขภาพแข็งแรง
- มีสวัสดิการบริษัทอยู่แล้ว
- อยากเริ่มต้นวางแผนสุขภาพในงบที่เข้าถึงได้
ประกันสุขภาพที่ดี อาจไม่ใช่ประกันที่แพงที่สุด แต่ต้องอยู่กับเราได้นาน
ในโลกความจริง หลายคนอยากได้ประกันสุขภาพที่มีความคุ้มครองสูง แต่กังวลว่า
- เบี้ยจะแพงขึ้นตอนอายุเยอะ
- เกษียณแล้วจ่ายต่อไม่ไหว
- สุขภาพเริ่มมีปัญหาแล้วซื้อใหม่ยาก
ตรงนี้คือเหตุผลที่ประกันสุขภาพยุคใหม่เริ่มออกแบบทางเลือกมากขึ้น
ประกันสุขภาพ D Health Lite ทางเลือกของคนอยากเริ่มต้นวางแผนสุขภาพอย่างยั่งยืน
หนึ่งในแนวคิดของประกันสุขภาพยุคใหม่ คือ การออกแบบให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประกันสุขภาพ D Health Lite จึงเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์คนยุคนี้ เพราะมีจุดเด่นที่ยืดหยุ่นและวางแผนต่อได้ในระยะยาว
-
เบี้ยประกันเข้าถึงง่าย
เหมาะกับ
- First Jobber
- มนุษย์เงินเดือน
- คนเริ่มสร้าง Wealth
- คนที่อยากมีประกันสุขภาพก่อน แล้วค่อยขยับความคุ้มครองในอนาคต
-
เลือกแผนได้ตามสไตล์การเงิน
มีให้เลือกหลายแผน
- แผนคุ้มครองตั้งแต่บาทแรก
- แผนแบบมีค่าใช้จ่ายร่วม
- แผนแบบมีความรับผิดส่วนแรก
ทำให้สามารถเลือกสมดุลระหว่างค่าเบี้ย ความคุ้มครอง และความสามารถในการจ่ายระยะยาวได้เหมาะกับแต่ละคน
-
คุ้มครองค่ารักษาเหมาจ่ายสูงสุด 5 ล้านบาท ต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง
ค่าห้อง 4,000 บาทต่อวัน ช่วยรองรับความเสี่ยงจากค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ โรคร้ายแรงและโรคซับซ้อนในอนาคต
-
เลือกปรับแผนได้เมื่อถึงวัยเกษียณ
นี่คือจุดสำคัญที่หลายคนมองข้ามเพราะเมื่ออายุมากขึ้น เบี้ยประกันมักสูงขึ้น สุขภาพอาจเปลี่ยน การซื้อ ประกันสุขภาพใหม่อาจยากขึ้น แต่ D Health Lite สามารถเลือกปรับเพิ่มความคุ้มครองได้ในช่วงวัยเกษียณ โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพใหม่ และยังได้รับความคุ้มครองต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้การวางแผนสุขภาพระยะยาวยืดหยุ่นกว่าเดิม
-
สิทธิพิเศษจาก MTL Smile Hospital Network
เพราะประกันสุขภาพที่ดีต้องใช้จริงได้ง่าย MTL Smile Hospital Network จึงเข้ามาช่วยให้การเข้าถึงการรักษาสะดวกมากขึ้น ทั้งในแง่ของ
- การเข้าถึงโรงพยาบาลเครือข่าย
- ความสะดวกในการใช้สิทธิ
- ลดความกังวลเวลาเข้ารักษา
- รับส่วนลดพิเศษค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง และอื่นๆ มากมาย
- ช่วยลดโอกาสเกิดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน
Copayment ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเข้าใจอย่างถูกต้อง เพราะบางครั้งการยอมรับผิดชอบบางส่วนอาจช่วยให้เรามีประกันสุขภาพที่ถือได้นานขึ้น และเหมาะกับชีวิตจริงมากขึ้น คนส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเพราะค่ารักษาแพงที่สุดในชีวิต แต่ล้มเพราะไม่มีแผนการเงินรองรับในวันที่ชีวิตสะดุด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : เมืองไทยประกันชีวิต