-
ต้องยอมรับว่าจีนทำเรื่องที่น่าตกใจ ด้วยการลดช่องว่างเทคโนโลยี AI จากที่เคยตามหลังสหรัฐฯ ถึง 10-20 ปี ลงมาเหลือเพียง 2.7% ภายในเวลาแค่ 3 ปี ผ่านกลยุทธ์ "AI in All" ที่เน้นการนำ AI ไปเปลี่ยนโลกอุตสาหกรรมและการผลิตของจีน
-
จีนล้มเลิกการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบปูพรม แต่ปล่อยให้เศรษฐกิจดั้งเดิม 80% ปรับตัวและฟื้นฟูด้วยตัวเอง (Self-healing) เพื่อทุ่มงบประมาณทั้งหมดไปที่ "New China" (20%) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า
-
ปี 2026 คือจุดจบของสงครามราคา (Anti-involution) ที่จะทำให้บริษัทจีนกลับมาทำกำไร แนะนำลงทุนผ่านกองทุน K-CHINA ที่เน้นหุ้น Growth และมีสัดส่วนกลุ่ม AI สูงถึง 60% โดยควรมีติดพอร์ตไว้ 5-15% เพื่อรับโอกาสเติบโตในราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับฝั่งสหรัฐฯ
ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค "โลกพระอาทิตย์ 2 ดวง" จีนไม่ได้เพียงแค่พยายามไล่ตามสหรัฐฯ แต่กำลังสร้างเส้นทางการเติบโตของตัวเองผ่านเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ นี่คือสรุปประเด็นสำคัญจากงานสัมมนา “China Equities 2026: The Full Picture” ที่นักลงทุนต้องรู้เพื่อวางหมากการลงทุนในปี 2026
สงคราม AI: จีนเน้น "ใช้งานจริง" เพื่อครองประสิทธิภาพการผลิต
สิ่งที่น่าจับตาหรือชวนคิดที่สุดคือ ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร กล่าวว่า ความเร็วในการพัฒนา AI ของจีน ในเวลาเพียง 3 ปี จีนสามารถลดช่องว่างประสิทธิภาพ AI จากที่เคยตามหลังสหรัฐฯ ถึง 10-20 ปี เหลือเพียง 2.7% ในปีนี้
- กลยุทธ์ที่ต่างกัน: ในขณะที่สหรัฐฯ มุ่งเน้น "All in AI" เพื่อสร้างสมองกลที่ฉลาดที่สุด (Software AGI) แต่จีนเลือกเดินเกม "AI in All" คือการนำ AI ไปฝังในทุกภาคส่วนและอุตสาหกรรม (Physical AGI) เพื่อสร้างหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโรงงาน
- ไพ่ตาย Rare Earth: จีนยังคงถือไพ่ใบสำคัญคือแร่หายาก (Rare Earth) ที่ครองตลาดโลกถึง 90% ซึ่งจะเป็นเครื่องมือต่อรองในภูมิรัฐศาสตร์ได้อีกประมาณ 3 ปี ก่อนที่สหรัฐฯ จะสร้างห่วงโซ่อุปทานของตนเองเสร็จ
ทฤษฎี 80/20: ปรับโครงสร้างเพื่อความยั่งยืน
ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร เผยว่ารัฐบาลจีนกำลังปรับสมดุลเศรษฐกิจแบบใหม่
- 80% เศรษฐกิจดั้งเดิม (Old China) รัฐบาลปล่อยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมเก่า "รักษาตัวเอง" (Self-healing) และทรงตัว โดยไม่ใช้มาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ที่ไม่ยั่งยืน
- 20% เศรษฐกิจใหม่ (New China) นี่คือหัวใจสำคัญที่รัฐบาลทุ่มงบประมาณสนับสนุนเต็มสูบ ซึ่งประกอบด้วย AI, เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ปัจจุบันกลุ่มนี้คิดเป็น 17% ของ GDP และจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า
กลยุทธ์หลักของกองทุน K-CHINA
โอกาสทำกำไรในหุ้นจีนยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การเหมาเข่ง แต่เป็นการคัดเลือกหุ้นโดยพิจารณาจากปัจจัยรายบริษัท (Bottom-up)

1. ลงทุนใน 3 ธีมหลัก คือ
- Technology เน้นบริษัทรากฐาน เช่น ผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ อุปกรณ์สื่อสารแสง และการผลิตชิปใช้เองในประเทศ
- Carbon Neutrality & Anti-involution เน้นพลังงานสะอาดและแบตเตอรี่ เช่น CATL โดยปีนี้มีนโยบายสำคัญคือ "Anti-involution" หรือการหยุดสงครามราคา เพื่อให้บริษัทกลับมามีกำไรและเติบโตอย่างยั่งยืน
- Consumption เลือกแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพ เช่น Anta, Haidilao ที่ได้รับอานิสงส์จากการบริโภคที่เริ่มฟื้นตัว
2. ธีม AI เน้นลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่ได้ประโยชน์จากการพึ่งพาตนเอง (self-sufficiency) และการเติบโตของอุตสาหกรรรม AI
3. เลี่ยงกลุ่ม “Old China” เช่น ธุรกิจที่เติบโตช้า สินค้าหรือบริการที่ไม่แตกต่างจากคู่แข่ง กลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบสูง
คำแนะนำการลงทุนจากทีม CIO
สำหรับนักลงทุนที่มีมุมมองเชิงบวกต่อธีม AI และมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดพัฒนาแล้วด้าน AI อยู่ในระดับสูง กองทุน K-CHINA ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแนวโน้มการเติบโตของ AI ในภูมิภาคเอเชีย
สรุป
อย่ามองข้ามจีนเพียงเพราะมีภาพจำเก่าๆ เพราะ "New China 2026" คือขุมพลังเทคโนโลยีที่มี AI อยู่ในทุกอุตสาหกรรม และเป็นจังหวะสะสมที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงมูลค่า หากสนใจฟังงานสัมมนาฉบับเต็ม ฟังได้ที่นี่
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-CHINA: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-CHINA: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)