น้ำมัน หนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือกที่ลงทุนได้ผ่านกองทุนรวม ที่ถูกพูดถึงมากในช่วงที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นแรง จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง คำถามคือ กองทุนรวมน้ำมันคืออะไร ใช่โอกาสในการลงทุนหรือไม่
ทำไมราคาน้ำมันถึงขึ้นลงแรง
ราคาน้ำมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากปัจจัยเดียว แต่มาจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจขยายตัว ความต้องการใช้น้ำมันก็เพิ่มขึ้น การตัดสินใจของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ รวมถึงสถานการณ์การเมืองหรือสงครามก็มีผลต่อการผลิตและการขนส่งน้ำมัน อย่างเช่น นับตั้งแต่ 27 ก.พ. 69 ที่เกิดเหตุการณ์สหรัฐฯ และอิสราเอล โจมตีอิหร่าน ทำให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ทั่วโลกเริ่มกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำมัน ราคาน้ำมันจึงปรับตัวขึ้นแรง
เห็นได้จากราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ต่อลิตร ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเมื่อสิ้นปี 68 ที่ลิตรละ 31.35 เป็น 42.45 บาท ในปัจจุบัน (ณ 21 เม.ย. 69) หรือสูงขึ้นถึง 35.41% (อ้างอิงข้อมูลจาก กลุ่มบริษัทบางจาก) หลายคนจึงเริ่มหันมานึกถึงกองทุนรวมน้ำมัน ที่อาจเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วงน้ำมันขาขึ้นได้ เช่น กองทุน K-OIL ของ บลจ.กสิกรไทย ที่ผลการดำเนินงานนับตั้งแต่ต้นปี ณ 20 เม.ย. 69 สูงถึง 55.84%
ราคาน้ำมันไทย vs น้ำมันโลก
ราคาน้ำมันไทย ที่เห็นกันอยู่ตามหน้าปั๊ม จะเป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน ดีเซล ฯลฯ ที่กว่าจะมาเป็นน้ำมันให้เราใช้เติมรถยนต์ได้นั้น ต้องผ่านกระบวนต่างๆ เช่น การนำเข้าจากต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อสั่งซื้อ กระบวนการกลั่น ผลิต ขนส่ง จ่ายภาษี ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันตามนโยบายรัฐ และต้นทุนอื่นๆ เป็นต้น
ดังนั้น %ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลก ไม่ว่าจะเป็น BRENT หรือ WTI อาจไม่เท่ากับ %การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันหน้าปั๊มได้ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนใหญ่ก็มักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เช่น หากน้ำมันโลกปรับขึ้น ราคาน้ำมันหน้าปั๊มก็มักปรับขึ้นเช่นกัน
กองทุนรวมน้ำมัน คืออะไร
กองทุนรวมน้ำมัน ไม่ใช่กองทุนที่นำเงินไปซื้อน้ำมันดิบมาเก็บไว้ แต่เป็นการลงทุนในสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า โดยคาดหวังให้ ราคากองทุนเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับน้ำมันดิบโลก เสมือนเป็นการลงทุนตาม “ทิศทางราคา” ไม่ใช่ลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์จริงในคลังน้ำมัน และมักเป็นการลงทุนผ่านกองทุนหลักต่างประเทศ (Master Fund) ไม่ได้ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยตรง
จากข้อมูล ก.ล.ต. ณ 18 เม.ย. 69 พบว่า ประเทศไทยมีกองทุนรวมน้ำมันจำนวน 10 กองทุน จาก 9 บลจ. โดยมีกองทุนหลักหรือ Master Fund อยู่ 3 กองทุน ได้แก่ (1) Invesco DB Oil Fund (2) United States Oil Fund LP และ (3) VanEck Oil Services ETF โดย Invesco DB Oil Fund เป็นกองทุนหลักที่ถูกลงทุนมากที่สุดจำนวน 7 กองทุน รวมถึงกองทุน K-OIL ของ บลจ.กสิกรไทย
K-OIL ลงทุนในอะไร
K-OIL เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงระดับ 8 (จากสูงสุด 8 ลำดับ) ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยลงทุนผ่านกองทุน Invesco DB Oil Fund (กองทุนหลัก) ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และมีนโยบายลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) เพื่อให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี DBIQ Optimum Yield Crude Oil Index Excess Return ซึ่งเป็นดัชนีที่มุ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI)
โดยมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน หากต้องการขายคืน จะได้รับเงินค่าขายคืน 3 วันทำการ ถัดจากวันที่ขายคืน (T+3) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันพฤหัสบดี (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น ในช่วงวันดังกล่าว)
ความผันผวนที่ต้องยอมรับ
กองทุนรวมน้ำมันมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นในบางช่วง แต่ก็มีความเสี่ยงจากการปรับตัวลงแรงเช่นกัน การลงทุนประเภทนี้จึงไม่เหมาะกับแนวคิด “ซื้อแล้วถือยาว โดยไม่ต้องดูราคา” ผู้ลงทุนควรเตรียมใจกับความผันผวนและมีแผนบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน
ดังนั้น กองทุนรวมน้ำมัน จึงเหมาะกับผู้ที่สามารถรับความผันผวนได้ หมั่นติดตามข่าวเศรษฐกิจ และวางแผนลงทุนระยะสั้นถึงกลาง อีกทั้งควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน เช่น ไม่เกิน 20%ของเงินลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่นำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงเพียงอย่างเดียว
สรุป! สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนลงทุนกองทุนรวมน้ำมัน
กองทุนรวมน้ำมันเป็นการลงทุนที่ “ผันผวนสูงและเคลื่อนไหวเร็ว” ดังนั้น ก่อนกดซื้อควรเข้าใจว่ากำลังลงทุนกับอะไร และความเสี่ยงหลักๆ มาจากจุดไหน เพื่อจะได้วางแผนเข้าซื้อ–ขายและจัดสรรเงินลงทุนได้เหมาะสม
- าคากองทุนไม่ได้เท่ากับราคาน้ำมันหน้าปั๊ม กองทุนรวมน้ำมันส่วนใหญ่มักเคลื่อนไหวตาม “ราคาน้ำมันดิบ/สัญญาล่วงหน้า” (เช่น WTI หรือ Brent) ขณะที่ราคาหน้าปั๊มเป็นน้ำมันสำเร็จรูปและมีภาษี ค่าการตลาด ค่ากลั่น และมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐมาเกี่ยวข้อง ทำให้ % การขึ้นลงอาจไม่เท่ากัน
- ราคาน้ำมันขึ้น แต่กองทุนอาจไม่ขึ้นเท่าที่คิด เพราะกองทุนมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า ซึ่งราคาของสัญญาดังกล่าวไม่ใช่ราคาน้ำมันดิบปัจจุบัน แต่เป็นราคาน้ำมันดิบที่จะมีการส่งมอบกันในอนาคต
- ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน กองทุนรวมน้ำมันจำนวนมากอ้างอิงสินทรัพย์ต่างประเทศ ผลตอบแทนอาจถูกบวก/ลบ ด้วยการแข็ง–อ่อนของค่าเงิน และแม้กองทุนจะมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ก็อาจป้องกันไม่เต็มจำนวนหรือปรับตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ทำให้ผลตอบแทนจริงแตกต่างได้
- ติดตามดัชนีได้ไม่เป๊ะ และมีต้นทุนการลงทุน ผลตอบแทนของกองทุนอาจต่างจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันอ้างอิง จากค่าธรรมเนียม การปรับพอร์ตของกองทุนหลัก สภาพคล่องของสัญญา/ETF รวมถึงความคลาดเคลื่อนในการติดตาม (tracking error)
- สภาพคล่องและรอบวันรับเงิน แม้ขายคืนได้ แต่เงินอาจเข้าช้ากว่าเงินฝาก/กองทุนตลาดเงิน (เช่น T+3 ตามเงื่อนไขกองทุน) จึงควรหลีกเลี่ยงการนำ “เงินสำรองฉุกเฉิน” มาลงทุน และควรวางแผนสภาพคล่องล่วงหน้า
- เหมาะกับการ “เก็งทิศทาง” มากกว่าถือยาว โดยธรรมชาติของสัญญาล่วงหน้าและวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ กองทุนรวมน้ำมันมักเหมาะกับการลงทุนระยะสั้นถึงกลาง มีจุดตัดขาดทุน/ทำกำไรชัดเจน และควรใช้เป็นสัดส่วนเล็กๆ เพื่อเสริมพอร์ต มากกว่าลงทุนเป็นแกนหลักระยะยาว
ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรถามตัวเองว่าหากมูลค่าลดลงในระยะสั้น ยังสามารถรับได้หรือไม่ ลงทุนเพราะเข้าใจความเสี่ยง หรือเพียงตามกระแส และเงินก้อนนี้มีความจำเป็นต้องใช้ในเวลาอันใกล้หรือไม่ แต่หากพบว่า
- ต้องการลงทุนเพื่อผลตอบแทนระยะยาว แต่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสาร แนะนำให้เลือกลงทุนกองทุนผสม ที่มีการกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า อย่างกองทุนในกลุ่ม K- WealthPLUS Series เช่น K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP
- กังวลกับความเสี่ยง แต่ยังคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก แนะนำกองทุนตราสารหนี้ เช่น K-SF-A, K-SFPLUS-A แทน
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-SF-A, K-SFPLUS-A: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-OIL: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 8
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-SF-A, K-SFPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-OIL: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-SF-A, K-SFPLUS-A: T+1
- K-OIL: T+3
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: T+6