น้ำมันแพง กองทุนน้ำมันน่าลุยจริงไหม?

น้ำมันขาขึ้นอาจเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทน แต่ถ้าไม่เข้าใจความเสี่ยงอาจกลายเป็นความเจ็บปวด

กดฟัง
หยุด
  • ราคาน้ำมันผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งเศรษฐกิจโลก การตัดสินใจของผู้ผลิตรายใหญ่ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ราคาขึ้นลงแรงได้ในเวลาสั้นๆ
  • กองทุนรวมน้ำมันไม่ได้ซื้อน้ำมันเก็บ แต่ลงทุนผ่านสัญญาล่วงหน้า/กองทุนหลักต่างประเทศ จึงสะท้อน “ทิศทางราคาน้ำมันโลก” และอาจไม่เท่ากับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันหน้าปั๊ม
  • ก่อนลงทุนกองทุนรวมน้ำมันต้องเข้าใจความเสี่ยงสำคัญ เช่น ความผันผวนสูง ค่าเงิน และผลกระทบจากการต่อสัญญา (rollover) พร้อมวางแผนระยะสั้น-กลาง และใช้เป็นเงินลงทุนเสริมพอร์ตเท่านั้น

น้ำมัน หนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือกที่ลงทุนได้ผ่านกองทุนรวม ที่ถูกพูดถึงมากในช่วงที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นแรง จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง คำถามคือ กองทุนรวมน้ำมันคืออะไร ใช่โอกาสในการลงทุนหรือไม่


ทำไมราคาน้ำมันถึงขึ้นลงแรง

ราคาน้ำมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากปัจจัยเดียว แต่มาจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจขยายตัว ความต้องการใช้น้ำมันก็เพิ่มขึ้น การตัดสินใจของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ รวมถึงสถานการณ์การเมืองหรือสงครามก็มีผลต่อการผลิตและการขนส่งน้ำมัน อย่างเช่น นับตั้งแต่ 27 ก.พ. 69 ที่เกิดเหตุการณ์สหรัฐฯ และอิสราเอล โจมตีอิหร่าน ทำให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ทั่วโลกเริ่มกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำมัน ราคาน้ำมันจึงปรับตัวขึ้นแรง


เห็นได้จากราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ต่อลิตร ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเมื่อสิ้นปี 68 ที่ลิตรละ 31.35 เป็น 42.45 บาท ในปัจจุบัน (ณ 21 เม.ย. 69) หรือสูงขึ้นถึง 35.41% (อ้างอิงข้อมูลจาก กลุ่มบริษัทบางจาก) หลายคนจึงเริ่มหันมานึกถึงกองทุนรวมน้ำมัน ที่อาจเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วงน้ำมันขาขึ้นได้ เช่น กองทุน K-OIL ของ บลจ.กสิกรไทย ที่ผลการดำเนินงานนับตั้งแต่ต้นปี ณ 20 เม.ย. 69 สูงถึง 55.84%


ราคาน้ำมันไทย vs น้ำมันโลก

ราคาน้ำมันไทย ที่เห็นกันอยู่ตามหน้าปั๊ม จะเป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน ดีเซล ฯลฯ ที่กว่าจะมาเป็นน้ำมันให้เราใช้เติมรถยนต์ได้นั้น ต้องผ่านกระบวนต่างๆ เช่น การนำเข้าจากต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อสั่งซื้อ กระบวนการกลั่น ผลิต ขนส่ง จ่ายภาษี ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันตามนโยบายรัฐ และต้นทุนอื่นๆ เป็นต้น


ดังนั้น %ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลก ไม่ว่าจะเป็น BRENT หรือ WTI อาจไม่เท่ากับ %การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันหน้าปั๊มได้ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนใหญ่ก็มักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เช่น หากน้ำมันโลกปรับขึ้น ราคาน้ำมันหน้าปั๊มก็มักปรับขึ้นเช่นกัน


กองทุนรวมน้ำมัน คืออะไร

กองทุนรวมน้ำมัน ไม่ใช่กองทุนที่นำเงินไปซื้อน้ำมันดิบมาเก็บไว้ แต่เป็นการลงทุนในสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า โดยคาดหวังให้ ราคากองทุนเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับน้ำมันดิบโลก เสมือนเป็นการลงทุนตาม “ทิศทางราคา” ไม่ใช่ลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์จริงในคลังน้ำมัน และมักเป็นการลงทุนผ่านกองทุนหลักต่างประเทศ (Master Fund) ไม่ได้ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยตรง


จากข้อมูล ก.ล.ต. ณ 18 เม.ย. 69 พบว่า ประเทศไทยมีกองทุนรวมน้ำมันจำนวน 10 กองทุน จาก 9 บลจ. โดยมีกองทุนหลักหรือ Master Fund อยู่ 3 กองทุน ได้แก่ (1) Invesco DB Oil Fund (2) United States Oil Fund LP และ (3) VanEck Oil Services ETF โดย Invesco DB Oil Fund เป็นกองทุนหลักที่ถูกลงทุนมากที่สุดจำนวน 7 กองทุน รวมถึงกองทุน K-OIL ของ บลจ.กสิกรไทย


K-OIL ลงทุนในอะไร

K-OIL เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงระดับ 8 (จากสูงสุด 8 ลำดับ) ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยลงทุนผ่านกองทุน Invesco DB Oil Fund (กองทุนหลัก) ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และมีนโยบายลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) เพื่อให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี DBIQ Optimum Yield Crude Oil Index Excess Return ซึ่งเป็นดัชนีที่มุ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI)


โดยมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน หากต้องการขายคืน จะได้รับเงินค่าขายคืน 3 วันทำการ ถัดจากวันที่ขายคืน (T+3) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันพฤหัสบดี (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น ในช่วงวันดังกล่าว)


ความผันผวนที่ต้องยอมรับ

กองทุนรวมน้ำมันมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นในบางช่วง แต่ก็มีความเสี่ยงจากการปรับตัวลงแรงเช่นกัน การลงทุนประเภทนี้จึงไม่เหมาะกับแนวคิด “ซื้อแล้วถือยาว โดยไม่ต้องดูราคา” ผู้ลงทุนควรเตรียมใจกับความผันผวนและมีแผนบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน


ดังนั้น กองทุนรวมน้ำมัน จึงเหมาะกับผู้ที่สามารถรับความผันผวนได้ หมั่นติดตามข่าวเศรษฐกิจ และวางแผนลงทุนระยะสั้นถึงกลาง อีกทั้งควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน เช่น ไม่เกิน 20%ของเงินลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่นำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงเพียงอย่างเดียว


สรุป! สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนลงทุนกองทุนรวมน้ำมัน

กองทุนรวมน้ำมันเป็นการลงทุนที่ “ผันผวนสูงและเคลื่อนไหวเร็ว” ดังนั้น ก่อนกดซื้อควรเข้าใจว่ากำลังลงทุนกับอะไร และความเสี่ยงหลักๆ มาจากจุดไหน เพื่อจะได้วางแผนเข้าซื้อ–ขายและจัดสรรเงินลงทุนได้เหมาะสม

  • าคากองทุนไม่ได้เท่ากับราคาน้ำมันหน้าปั๊ม กองทุนรวมน้ำมันส่วนใหญ่มักเคลื่อนไหวตาม “ราคาน้ำมันดิบ/สัญญาล่วงหน้า” (เช่น WTI หรือ Brent) ขณะที่ราคาหน้าปั๊มเป็นน้ำมันสำเร็จรูปและมีภาษี ค่าการตลาด ค่ากลั่น และมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐมาเกี่ยวข้อง ทำให้ % การขึ้นลงอาจไม่เท่ากัน
  • ราคาน้ำมันขึ้น แต่กองทุนอาจไม่ขึ้นเท่าที่คิด เพราะกองทุนมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า ซึ่งราคาของสัญญาดังกล่าวไม่ใช่ราคาน้ำมันดิบปัจจุบัน แต่เป็นราคาน้ำมันดิบที่จะมีการส่งมอบกันในอนาคต
  • ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน กองทุนรวมน้ำมันจำนวนมากอ้างอิงสินทรัพย์ต่างประเทศ ผลตอบแทนอาจถูกบวก/ลบ ด้วยการแข็ง–อ่อนของค่าเงิน และแม้กองทุนจะมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ก็อาจป้องกันไม่เต็มจำนวนหรือปรับตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ทำให้ผลตอบแทนจริงแตกต่างได้
  • ติดตามดัชนีได้ไม่เป๊ะ และมีต้นทุนการลงทุน ผลตอบแทนของกองทุนอาจต่างจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันอ้างอิง จากค่าธรรมเนียม การปรับพอร์ตของกองทุนหลัก สภาพคล่องของสัญญา/ETF รวมถึงความคลาดเคลื่อนในการติดตาม (tracking error)
  • สภาพคล่องและรอบวันรับเงิน แม้ขายคืนได้ แต่เงินอาจเข้าช้ากว่าเงินฝาก/กองทุนตลาดเงิน (เช่น T+3 ตามเงื่อนไขกองทุน) จึงควรหลีกเลี่ยงการนำ “เงินสำรองฉุกเฉิน” มาลงทุน และควรวางแผนสภาพคล่องล่วงหน้า
  • เหมาะกับการ “เก็งทิศทาง” มากกว่าถือยาว โดยธรรมชาติของสัญญาล่วงหน้าและวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ กองทุนรวมน้ำมันมักเหมาะกับการลงทุนระยะสั้นถึงกลาง มีจุดตัดขาดทุน/ทำกำไรชัดเจน และควรใช้เป็นสัดส่วนเล็กๆ เพื่อเสริมพอร์ต มากกว่าลงทุนเป็นแกนหลักระยะยาว



ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรถามตัวเองว่าหากมูลค่าลดลงในระยะสั้น ยังสามารถรับได้หรือไม่ ลงทุนเพราะเข้าใจความเสี่ยง หรือเพียงตามกระแส และเงินก้อนนี้มีความจำเป็นต้องใช้ในเวลาอันใกล้หรือไม่ แต่หากพบว่า

  • ต้องการลงทุนเพื่อผลตอบแทนระยะยาว แต่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสาร แนะนำให้เลือกลงทุนกองทุนผสม ที่มีการกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า อย่างกองทุนในกลุ่ม K- WealthPLUS Series เช่น K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP
  • กังวลกับความเสี่ยง แต่ยังคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก แนะนำกองทุนตราสารหนี้ เช่น K-SF-A, K-SFPLUS-A แทน

หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
    • K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
    • K-OIL: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 8
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
    • K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-OIL: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: T+1
    • K-OIL: T+3
    • K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: T+6


คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”, “ทำความเข้าเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและผลกระทบหากทำผิดเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

K WEALTHราชันย์ ตันติจินดา CFP®

Back to top