ประเด็นร้อน : It’s not over! เมื่อสงครามแค่พักรบ โปรดลงทุนอย่างมีวินัย

กดฟัง
หยุด

• แม้สหรัฐฯ-อิหร่านพักรบ 2 สัปดาห์และเปิดช่องแคบ Hormuz จนราคาน้ำมันร่วง แต่เป็นเพียงการลดความตึงเครียดระยะสั้น ความเสี่ยงที่จะกลับมาปะทุ (Escalate) ยังมีอยู่ตลอดเวลา

• หุ้นและตลาดพันธบัตรเด้งขานรับข่าวดีที่ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อและโอกาสเกิด Stagflation อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำที่ยังทรงตัวสูงสะท้อนว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าทิ้งสินทรัพย์ปลอดภัย

• จังหวะนี้ควรลดสัดส่วนกองทุนที่ไวต่อราคาน้ำมัน (K-INDIA, K-CHINA) และทยอยสะสมกลุ่ม Defensive ที่ทนทานต่อความผันผวนสูงอย่าง K-GHEALTH, K-GINFRA หรือ K-ATECH เพื่อประคองพอร์ตระยะยาว




Market Update

- วันที่ 8 เม.ย. 69 สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลง หยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ ในนาทีสุดท้ายก่อนเส้นตายการโจมตี พร้อมเปิดทางเจรจา โดยมีตัวกลางจากปากีสถานช่วยผลักดัน

- เงื่อนไขสำคัญคือ การเปิดช่องแคบ Hormuz ให้กลับมาขนส่งน้ำมันได้ตามปกติ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของน้ำมันโลก ช่วยลดความตึงเครียดในตลาดพลังงาน

- อย่างไรก็ตาม อิหร่านย้ำว่า ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของสงคราม และยังมีความเสี่ยงกลับมา escalate ได้ตลอดเวลา

ความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ลงทุน

- น้ำมัน: ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังการประกาศ ceasefire สะท้อนการคลายตัวของ geopolitical risk premium อย่างไรก็ตาม ระดับราคายังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ซึ่งบ่งชี้ว่าความเสี่ยงยังไม่ได้คลี่คลายอย่างสมบูรณ์

- หุ้น: ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในลักษณะ relief rally จากการลดลงของความกังวลต่อ supply disruption และแรงกดดันด้าน stagflation โดยภาพรวมตลาดยังประเมินสถานการณ์ในกรอบ “trade shock” มากกว่า “growth shock”

- ตราสารหนี้: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลงสอดคล้องกับราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และสนับสนุนความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะถัดไป

- ทองคำ: ราคาทองคำยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ sentiment ตลาดจะปรับดีขึ้น สะท้อนการที่นักลงทุนยังคงถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

มุมมองและคำแนะนำการลงทุน

แม้สถานการณ์จะมีสัญญาณผ่อนคลาย แต่ความเสี่ยงด้าน downside ยังคงอยู่ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดการ disruption ในช่องแคบ Hormuz ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกดดันทั้งเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ K WEALTH CIO มีคำแนะนำการลงทุน ดังนี้


1. นักลงทุนที่มีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสูงเกินระดับที่สามารถยอมรับได้ ควรพิจารณาปรับลดน้ำหนักในกองทุนที่มีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานและวัฏจักรเศรษฐกิจ เช่น K-INDIA, K-CHINA ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม cyclical sectors และประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง

2. สำหรับนักลงทุนที่มีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย สามารถพิจารณาทยอยเพิ่มน้ำหนักในกองทุนที่มีความ resilient ต่อความผันผวน เช่น
- K-ATECH (Technology / AI-driven growth)
-K-GINFRA (Infrastructure / Utilities ที่มีรายได้เชื่อมโยงกับเงินเฟ้อ)
-K-GHEALTH (Healthcare ที่มีความเป็น defensive สูง)

3. การจัดพอร์ตแบบ multi-asset เช่น K-WealthPLUS Series ยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบริหารความผันผวน โดยช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์เฉพาะจุด และยังคงเปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

หมายเหตุ:

ระดับความเสี่ยงกองทุน

o K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
o K-GINFRA, K-ATECH, K-INDIA, K-CHINA, K-ATECH, K-GHEALTH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6


นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

o K-GINFRA, K-CHINA, K-INDIA, K-GHEALTH: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
o K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)

o K-GINFRA, K-ATECH, K-INDIA, K-CHINA, K-GHEALTH: T+4
o K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: T+6


คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”, “ทำความเข้าเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและผลกระทบหากทำผิดเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

K WEALTH

Back to top