-
KAsset ตัดสินใจเปลี่ยนกองทุนหลัก K-USA อีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เน้นโมเมนตัมการลงทุนมากกว่าปัจจัยพื้นฐานบริษัท โดยกองแม่เก่าทั้ง Morgan Stanley และ Brown Advisory โฟกัสที่พื้นฐานหุ้นมากกว่าแนวโน้มของตลาดหุ้น
-
แนะนำกองทุนหลักใหม่ JPMorgan US Growth ไม่ได้เพียงแก้ปัญหาเรื่องพลาดโอกาสจากโมเมนตัมตลาด แต่ในเชิงปัจจัยพื้นฐานการคัดเลือกหุ้นก็เด่นไม่แพ้กองทุนอื่นๆ ที่เน้นลงทุนหุ้นขนาดใหญ่สหรัฐฯ ในสไตล์เติบโต พิสูจน์ด้วยผลตอบแทนในอดีตที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ
สาเหตุที่ K-USA เปลี่ยนกองทุนหลักอีกครั้ง
ก่อนอื่น K WEALTH อยากพานักลงทุนมาทบทวนกันสั้นๆ ว่ากองทุนหลักของ K-USA ในอดีตมีจุดเด่นอะไร ทำไมถึงมีการเปลี่ยนแปลงถึง 2 ครั้งในระยะเวลาไม่กี่ปี
-
Morgan Stanley US Advantage Fund กองแม่ตัวแรกซึ่งมีสไตล์ใกล้เคียงกับกองฝาแฝด Morgan Stanley US Growth Fund กลยุทธ์เด่นคือผู้จัดการกองทุนไม่ได้สนใจลงทุนหุ้นเพื่อเกาะไปกับดัชนี เน้นลงทุนหุ้นขนาดกลางที่มองว่ามีแนวโน้มสร้างความสามารถในการแข่งขันสูงทำให้มีโอกาสโตเป็นหุ้นใหญ่ในอนาคต และลงทุนแบบกระจุกตัว จึงเห็นว่าช่วงที่ K-USA ใช้เป็นกองทุนหลัก (ก่อน 16 พ.ค. 2023) NAV กองทุนขึ้นสุดและลงสุดกว่าเพื่อนๆ โดยกองทุนนี้ฟื้นตัวกลับมาค่อนข้างมากในปี 2025 เนื่องด้วยหุ้นซอฟต์แวร์และออนไลน์แฟลตฟอร์มถูกเก็งกำไรว่าจะได้ประโยชน์จากการปรับใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึง Fed กลับมาลดดอกเบี้ยส่งผลบวกต่อหุ้นขนาดกลางถึงเล็ก แต่ NAV ที่ปรับขึ้นมาก็ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2021
-
Brown Advisory US Sustainable Growth Fund เราสังเกตได้จากชื่อเลยว่ากองแม่เน้นหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตยั่งยืน บางครั้งใช้โอกาสสะสมหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน แต่นับตั้งแต่ปี 2023 ซึ่งเป็นช่วงที่กระแส AI ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังการเปิดตัว ChatGPT ณ ตอนนั้นกองทุนก็ได้ประโยชน์จากหุ้นผู้ผลิตชิป และกลุ่ม 7 นางฟ้า อย่าง Nvidia, Microsoft เพียงแต่ว่ามีสัดส่วนลงทุนในหุ้นเหล่านี้น้อยกว่าดัชนี อีกทั้งการลงทุนหุ้นในกลุ่มอื่นๆ อาทิ การเงิน เฮลท์แคร์ หรือแม้แต่หุ้นซอฟต์แวร์และออนไลน์แฟลตฟอร์มที่ฟื้นกลับมาร้อนแรงในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2025 กองทุนกลับพลาดโอกาสในหุ้นที่ขึ้นแรงๆ ของแต่ละกลุ่มดังกล่าว โดยตลาดไม่ได้สนใจความถูกแพงของหุ้น แต่ลงทุนตามกระแสข่าวว่าหุ้นตัวไหนมีแนวโน้มได้ประโยชน์จาก AI บ้าง
ด้วยสไตล์และแนวทางการลงทุนที่เด่นชัดของทั้ง 2 กองทุน นักลงทุนจะเห็นว่าหากตลาดไม่ได้ชื่นชอบหุ้นที่กองทุนถือแม้ว่าปัจจัยพื้นฐานดีแค่ไหนก็ตาม ผลตอบแทนหุ้นและกองทุนก็จะดูแย่กว่ากองทุนอื่นๆ อย่างน้อยก็ในรอบ 3-5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของนักลงทุน ทาง KAsset จึงพิจารณาปรับแนวทางโดยคัดเลือกกองทุนที่ไม่ได้สนใจเพียงพื้นฐานหุ้น แต่มีการนำโมเมนตัมของตลาดหุ้นเข้ามาพิจารณาด้วยซึ่งกองทุนที่โดดเด่นกว่าเพื่อนในกลุ่มนี้ก็คือ JPMorgan US Growth กองแม่ตัวใหม่ของ K-USA
ภาพที่ 1 เปรียบเทียบสไตล์ ผลตอบแทนในอดีต และหน้าหุ้นของกองทุนหลักแต่ละตัว * Return และ S.D. % ต่อปี ที่มา JPMAM, Morgan Stanley Investment, Brown Advisory ณ วันที่ 28 ก.พ. 2026
แนะนำกองทุนหลักตัวใหม่ JPMorgan US Growth
JPMorgan US Growth ถึงแม้เป็นกองทุนที่ลงทุนแบบ Active และพิจารณาปัจจัยพื้นฐานโดยทีมงาน J.P.Morgan Asset Management ที่อยู่ทั่วทุกมุมโลก จุดที่ทำให้แตกต่างจาก 2 กองทุนแรก คือ กองทุนได้นำโมเมนตัมราคา รวมถึงการปรับประมาณการกำไร (Earnings revisions) ของนักวิเคราะห์เข้ามาร่วมในการคัดหุ้นเบื้องต้นด้วย อีกทั้งกองทุนยังมีการกำหนดว่าจะไม่ลงทุนหุ้นมากหรือน้อยกว่าดัชนีชี้วัดเกิน 5% ขณะที่รายอุตสาหกรรมก็จะไม่เบี่ยงเบนเกิน 15% โดยดัชนีชี้วัด ณ ที่นี้ คือ Russell 1000 Growth Index (Total Return Net of 30% withholding tax) ด้วยกลยุทธ์แบบนี้ก็อาจจะเหมาะกับภาวะตลาดในปัจจุบันที่ให้รางวัลกับหุ้นที่โมเมนตัมดีมากกว่าหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีเพียงอย่างเดียว
ภาพที่ 2 เปรียบเทียบอุตสาหกรรมที่กองทุนลงทุนเทียบกับดัชนีชี้วัดที่มา JPMAM ณ วันที่ 28 ก.พ. 2026
คำแนะนำการลงทุน
K WEALTH มีมุมมองเป็นกลางต่อหุ้นสหรัฐฯ แม้ว่าในปัจจุบันหุ้นสหรัฐฯ มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าหลายๆ ประเทศ แต่อาจจะเจอความผันผวนระยะสั้นหลังหุ้นขึ้นมาหลายปี นักลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ไม่เกิน 30% ยังแนะนำถือต่อได้ ไม่ต้องรีบขายในช่วงขาดทุน หากมีสัดส่วนเกิน 30% หรือมีกำไรอยู่อาจพิจารณาสับเปลี่ยนไปกองทุนแนะนำ อาทิ K-GINFRA-A(D) ที่เน้นหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ได้ประโยชน์จาก AI สืบเนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นใน Data Center หรือ K-ATECH หุ้นเทคโนโลยีฝั่งเอเชียที่อยู่ใน Supply Chain ของ AI เช่นกัน
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-USA-A(A), K-GINFRA-A(D), K-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-USA-A(A), K-GINFRA-A(D): ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-USA-A(A), K-GINFRA-A(D), K-ATECH: T+4
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: JPMAM, Morgan Stanley และ Brown Advisory