-
ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ เดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 2.4% เทียบกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และทรงตัวจากเดือนม.ค. สะท้อนว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับค่อนข้างทรงตัวในช่วงต้นปี
-
แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะถัดไปยังมีความไม่แน่นอนจากราคาพลังงานและต้นทุนการนำเข้าที่อาจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ทิศทางดอกเบี้ยที่ยังไม่ชัดเจน อาจทำให้ตลาดการเงินมีความผันผวนต่อเนื่องในระยะสั้น
Market Update
วันที่ 11 มี.ค. 2569 ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ (Headline CPI) เดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 2.4% เทียบกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และทรงตัวจากเดือนม.ค. สะท้อนว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับค่อนข้างทรงตัวในช่วงต้นปี
เมื่อเทียบรายเดือน CPI เพิ่มขึ้นประมาณ 0.3% เทียบกับเดือนก่อนหน้า เร่งขึ้นเล็กน้อยจาก 0.2% ในเดือนก่อนหน้า โดยมีแรงกดดันจากราคาพลังงานที่เริ่มปรับขึ้น
ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้นประมาณ 2.5% เทียบกับปีก่อนหน้า และ 0.2% เทียบกับเดือนก่อนหน้า ทรงตัวจากเดือนก่อน โดยแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มชะลอในบางหมวด เช่น รถยนต์มือสอง และค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นช้าลง
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินเริ่มปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะถัดไปได้
Market Outlook
- เงินเฟ้อสหรัฐฯ แม้จะยังอยู่ใกล้ระดับ 2.4–2.5% แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายของ Fed ที่ 2% เล็กน้อย
- แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะถัดไปยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะจากราคาพลังงานและต้นทุนการนำเข้าที่อาจเพิ่มขึ้น
- มอง Fed มีแนวโน้มติดตามข้อมูลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจเพิ่มเติม ก่อนพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม
- ตัวเลข Core PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อหลักของ Fed
- แนวโน้มราคาพลังงานและน้ำมันโลก
- ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
- ต้นทุนสินค้านำเข้าและมาตรการภาษี
มุมมอง/คำแนะนำกองทุน
- เงินเฟ้อที่ยังทรงตัวและทิศทางดอกเบี้ยที่ยังไม่ชัดเจน อาจทำให้ตลาดการเงินมีความผันผวนต่อเนื่องในระยะสั้น
- ตลาดยังคงอยู่ในโหมดระมัดระวัง จากนักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งอาจลากยาว กองทุนอ่อนไหวสูง เช่น K-INDIA, K-CHINA, ES-EG กรณีมีสถานะการลงทุนอยู่แนะนำ “ถือได้” หากยังไม่มี “รอประเมิน” ระยะสั้น
- กองทุนผสมหรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานจำกัด คาดว่าจะอ่อนไหวกลาง-ต่ำ เช่น K- WealthPLUS Series, K-CHANGE, K-GINFRA, K-GHEALTH, SCBRS2000, K-ATECH กรณีมีสถานะการลงทุนอยู่แนะนำ “ถือได้” หากยังไม่มี “ทยอยสะสมได้” เนื่องจากกลุ่มกองทุนเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบในเชิงปัจจัยพื้นฐาน
ตราสารหนี้ไทย
- ในระยะสั้นผันผวนสูง แต่ท่าทีการเงินไทยยังมีแนวโน้มผ่อนคลาย
- โอกาสได้รับ capital gain ระยะกลาง-ยาวลดลง จากดอกเบี้ยต่ำและพื้นที่ลดดอกเบี้ยจำกัด
- แนะนำ: ถือได้ เหมาะสำหรับการพักเงินช่วงตลาดผันผวน กรณีรับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำสับเปลี่ยนกองทุนไปยัง K-SF, K-SFPLUS หากเน้นการลงทุนระยะยาวและรับความผันผวนได้ ใช้จังหวะปรับฐานทยอยสะสมกองทุนตราสารหนี้โลก เช่น กองทุน K-GDBOND
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-SF, K-SFPLUS: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
- K-GDBOND, K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-WPULTIMATE, K-INDIA, K-CHINA, ES-EG, K-CHANGE, K-GINFRA, K-GHEALTH, K-ATECH, SCBRS2000: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-SF, K-SFPLUS: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
- ES-EG, SCBRS2000: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-INDIA, K-CHINA, K-CHANGE, K-GINFRA, K-GHEALTH: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-GDBOND, K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE, K-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์))
- K-SF, K-SFPLUS: T+1
- K-GDBOND, SCBRS2000: T+2
- K-INDIA, K-CHINA, ES-EG, K-CHANGE, K-GINFRA, K-GHEALTH, K-ATECH: T+4
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE: T+6