สรุปสถานการณ์ตะวันออกกลาง: ตลาดกังวลแค่ไหน และคุณควรปรับพอร์ตอย่างไร?

กดฟัง
หยุด

สถานการณ์ตึงเครียดตะวันออกกลาง

สรุปมุมมองการลงทุนและแนวทางการปรับพอร์ต


คำแนะนำ

  • ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับความผันผวนระยะสั้น
  • ถือการลงทุนระยะยาวต่อได้เป็นส่วนใหญ่ หากกังวลมากให้พักรอจังหวะการลงทุนด้วยกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น
  • แนะทยอยสะสมสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจำกัดเมื่อเกิดความผันผวน เช่น กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ (K-GDBOND) หรือ กองทุน Core Port ที่เป็น Multi-Asset Fund เช่น K-WealthPLUS series ตามระดับความเสี่ยง


สรุปคำแนะนำตามสินทรัพย์ได้ดังนี้

  • ตราสารหนี้: ไทยถือต่อได้ ต่างประเทศทยอยสะสม
  • หุ้นรายประเทศ: ถือต่อเพื่อรอการฟื้นตัว ยังไม่แนะนำซื้อเพิ่มในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อน้ำมัน
  • หุ้น Defensive/Tech: เป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นคุณภาพดี
  • ทองคำ/น้ำมัน: เน้นถือเพื่อกระจายความเสี่ยง หรือแบ่งขายทำกำไร ไม่แนะนำให้ซื้อเพิ่มเพื่อเก็งกำไร
  • ใช้จังหวะนี้ทบทวนความกระจุกตัวในพอร์ตการลงทุน พร้อมพิจารณากระจายการลงทุนรับความผันผวนในอนาคต
  • ไม่แนะนำลงทุนไล่ราคาสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ทองคำ หรือน้ำมัน ในสถานการณ์นี้

สถานการณ์ตลาด

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อความกังวลเรื่องการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตามบทเรียนจากอดีตชี้ว่าตลาดมักผันผวนระยะสั้น (ราว 20 วันทำการ) ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาใน 40 วัน


มุมมองการลงทุน

  • กรณีหลัก (โอกาสเกิด 75%): ความขัดแย้งอยู่ในวงจำกัด น้ำมันเคลื่อนไหวช่วง 80–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจปรับขึ้นเกินระดับพื้นฐานในระยะสั้น คาดผลกระทบอยู่ในกรอบระยะเวลาเพียง 4-6 สัปดาห์ หรือน้อยกว่า 3 เดือน
  • กรณีรุนแรง (โอกาสเกิด 15%): สงครามขยายวงกว้าง กระทบการขนส่งน้ำมันอย่างหนัก ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ กดดันเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเอเชีย
  • กรณีคลี่คลาย (โอกาสเกิด 10%): มีการเจรจาลดความตึงเครียด ราคาน้ำมันอาจปรับลงสู่ 60–70 ดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลก

ผลต่อกองทุนภาพรวม ความผันผวนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลจากความกลัวในระยะสั้น (Sentiment) สินทรัพย์ที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า และมีแนวโน้มฟื้นตัวได้เร็วกว่าสินทรัพย์ที่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเดียว


คำเตือน


ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH

Back to top