-
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่นพุ่งแรง (Kospi +12%) ขานรับตัวเลขภาคบริการสหรัฐฯ ที่โตสูงสุดในรอบปี ช่วยคลายกังวลเรื่องเงินเฟ้อและดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาทันที
-
แม้จะโดนเทขายจากพิษราคาน้ำมันก่อนหน้า แต่โครงสร้างกลุ่มเทคโนโลยี (ชิปหน่วยความจำ) ในเกาหลีใต้ และนโยบายเพิ่ม ROE ในญี่ปุ่น ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่แข็งแกร่งตลอดปีนี้
-
แนะนำทยอยสะสมผ่านกองทุน K-ATECH เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันต่ำ ช่วยลดความผันผวนจากประเด็นตะวันออกกลางได้ดี
Market Update
วันที่ 5 มี.ค. 2569 ตลาดหุ้นเอเชียฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นำโดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ที่พุ่งขึ้นถึง 12.0% ทำสถิติปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวขึ้น 4.4% ปัจจัยหนุนหลักมาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยภาคบริการขยายตัวในระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อและหนุนให้ดัชนีหลักในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวสูงขึ้น
แรงเทขายในตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ในวันก่อนหน้านี้มีสาเหตุหลักจากความกังวลด้านราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากทั้งสองประเทศพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของตลาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการดีดตัวกลับอย่างโดดเด่นของหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
ดัชนีและกองทุนที่เกี่ยวข้อง
- ดัชนี Kospi +12.0%
- ดัชนี Kosdaq +11.0%
- ดัชนี Nikkei 225 +4.4%
ข้อมูล ณ วันที่ 5 มี.ค. 2569
มุมมองตลาด
ดัชนีทั้งสองสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่งหลังเผชิญแรงเทขายจากความกังวลในช่วงก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนหลักในระยะสั้นมาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงขยายตัวได้ดี
โครงสร้างพื้นฐานของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับปัจจัยหนุนจากอุปสงค์และอุปทานของชิปหน่วยความจำ (Memory chips) ที่คาดว่าจะตึงตัวต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีนี้จนถึงปีหน้า ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงมีปัจจัยบวกจากนโยบายการคลังจากรัฐบาลใหม่และการปรับปรุงอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมันดิบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของประเทศผู้นำเข้าพลังงานอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
คำแนะนำการลงทุน
- สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีสถานะการลงทุนในสองประเทศนี้ แนะนำลงทุนผ่านกองทุน K-ATECH เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรม ที่มีความเกี่ยวโยงกับราคาน้ำมันในระดับต่ำ
- สำหรับผู้ที่มีสถานะการลงทุนอยู่:
- หากมีสัดส่วนน้อยกว่า 20% แนะนำถือต่อ
- หากมีสัดส่วนมากกว่า 20% แนะนำทยอยลดสัดส่วนให้น้อยกว่า 20%
- ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง นอกเหนือจากกองทุน K-ATECH ที่เราแนะนำแล้ว สามารถทยอยเข้าลงทุนในกองทุนแนะนำที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว เช่น:
- K-INDIA: ประเทศเศรษฐกิจขยายตัวสูงอย่างอินเดีย ซึ่งกำลังรับอานิสงส์จากทั้งนโยบายการเงินผ่อนคลาย (ลดดอกเบี้ย) และการกระตุ้นทางการคลัง (ลดภาษีบริโภค)
- K-GHEALTH: กลุ่ม Defensive เช่น Global Healthcare ที่ยังมี Valuation ต่ำ พร้อมแนวโน้มการเติบโตจาก Longevity trend
- ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงต่ำ แนะนำทยอยเข้าลงทุนในกองทุนผสมที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ผ่านกองทุนผสมอย่าง K WealthPLUS Series เช่น K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED
- ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำลงทุนในกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น K-SFPLUS-A
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-SFPLUS ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
- K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-INDIA-A(A), K-GHEALTH, K-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-SFPLUS: ป้องกันความเสี่ยง 100% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-INDIA-A(A), K-GHEALTH: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์))
- K-SFPLUS: T+1
- K-INDIA-A(A), K-GHEALTH, K-ATECH: T+4
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: T+6