-
ความขัดแย้งยกระดับสู่ระดับสูงสุดหลังสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน และมีรายงานยืนยันการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ภาวะ Risk-Off ทันที สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนหนัก ขณะที่เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซมีรายงานว่าถูกปิดลง
-
K WEALTH แนะ "ไม่ควร Panic Sell" โดยสถิติชี้ว่าตลาดมักฟื้นตัวได้ใน 1-2 เดือน เน้นถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย หากยังมีสัดส่วนหุ้นไม่เยอะ แนะหาจังหวะทยอยสะสมกองทุนแนะนำอย่าง K ATECH, K GINFRA, หรือ K-GHEALTH
Market Update
(สถานการณ์อัปเดตวันที่ 2 มีนาคม 69)
- ปธน.ทรัมป์ ระบุว่า “การโจมตีจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย” สะท้อนความเสี่ยงของปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม
- ความเสี่ยงตะวันออกกลางยังสูง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีน้ำมันไหลผ่านราว 17–20 ล้านบาร์เรลต่อวัน (คิดเป็นประมาณ 20% ของอุปทานน้ำมันโลก) ที่เผชิญความเสี่ยงชะลอตัวจากการคุกคามเรือพาณิชย์ ความเสี่ยงทุ่นระเบิด และค่าเบี้ยประกันภัยที่พุ่งขึ้น
- OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิต 206,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบ หากการขนส่งผ่านฮอร์มุซหยุดชะงักจริง
(สถานการณ์อัปเดตวันที่ 1 มีนาคม 69)
-
การโจมตีครั้งใหญ่: สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศโจมตีหลายเมืองในอิหร่านเพื่อตอบโต้ความล้มเหลวของข้อตกลงนิวเคลียร์ ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ที่บาร์เรน
-
ความสูญเสียครั้งใหญ่: สื่ออิหร่านยืนยัน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดเสียชีวิต จากการโจมตีดังกล่าว
-
วิกฤตพลังงาน: มีรายงานการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ จากสื่ออิหร่าน ทำให้เรือขนส่งน้ำมันต้องเลี่ยงเส้นทาง เสี่ยงดันราคาน้ำมันพุ่งและเร่งอัตราเงินเฟ้อ
-
ความผันผวนของสินทรัพย์: ราคา Bitcoin ร่วงหลุด $64,000 ก่อนดีดกลับมาที่ $68,000 ส่วน Tether Gold (XAUT/USD) เหรียญ Stablecoin ที่อ้างอิงราคาทองคำ ซึ่งปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ $5,460 ลงมาที่ $5,280 แล้วเช่นกัน
ผลกระทบต่อตลาดการเงิน
- WTI Crude Oil: $69.74 (+4.06%)
- Brent Crude Oil: $75.89 (+4.00%)
- Gold Spot: $5,322.60 (+0.83%)
- Dollar Index: 97.87 (+0.27%)
- USDJPY: 156.42 (-0.24%)
- Nikkei 225: 57,950 (-1.54%)
- Hang Seng Index (HSI): 26,010 (-2.32%)
- CSI 300: 4,713 (0.04%)
อัปเดต ณ วันที่ 2 มี.ค. 69
Market Outlook
K WEALTH แนะนำให้รอติดตามสถานการณ์ของตลาดการเงินทั่วโลก ทองคำและน้ำมัน เนื่องจากสถานการณ์การปะทะทางทหารระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แม้จะสร้างความตื่นตระหนกในระยะสั้น แต่ตลาดยังคงต้องรอดูความชัดเจนว่าความขัดแย้งจะจำกัดวงหรือขยายตัวเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
ซึ่งจากเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง 1-2 ปีที่ผ่านมาพบว่า สถานการณ์จะจำกัดพื้นที่และไม่ยืดเยื้อ ประกอบกับสถิติเหตุการณ์ช็อกตลาดโลกในอดีตระหว่างปี 1941-2025 ชี้ว่าดัชนี S&P 500 มีการปรับตัวลดลง (Total Drawdown) เฉลี่ยเพียง -4.8% โดยใช้เวลาทำจุดต่ำสุดเฉลี่ย 19.7 วัน และสามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมได้ภายในเวลาเฉลี่ย 43.2 วัน
มุมมองในระยะสั้น (ระดับสัปดาห์)
- ตลาดเข้าสู่โหมด risk-off จากความกังวลด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าความเสียหายเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทันที
- หุ้นและตราสารหนี้เอกชนผันผวนสูง จนกว่าจะชัดเจนว่าความขัดแย้งจะจำกัดวงหรือยกระดับ
- กลุ่มพลังงานได้ประโยชน์ ขณะที่สายการบินและอุตสาหกรรมใช้พลังงานสูงถูกกดดัน
- น้ำมันมีโอกาสแตะ $90–100/บาร์เรล หากฮอร์มุซติดขัดยืดเยื้อ
- ทองคำมีแนวโน้มปรับขึ้น ไปที่ $5,200–$5,300 ขณะที่พันธบัตรได้แรงหนุนจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ความกังวลเงินเฟ้ออาจจำกัดการปรับขึ้นบางช่วง
มุมมองระยะกลาง (มากกว่า 1 เดือน)
- ทิศทางสถานการณ์ขึ้นกับเสถียรภาพการสืบทอดอำนาจและแนวทางผู้นำใหม่ (สายแข็งหรือประนีประนอม) รวมถึงความเสี่ยงสงครามผ่านตัวแทนและการคุกคามช่องแคบฮอร์มุซ
- หากน้ำมันเกิน $100/บาร์เรลและทรงตัวสูงนาน จะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางระมัดระวังการลดดอกเบี้ย
- หากยืดเยื้อ ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานสูง กดกำลังซื้อผู้บริโภคและต้นทุนภาคธุรกิจ
คำแนะนำการลงทุน
-
สำหรับนักลงทุนที่มีความกังวลหรือรับความเสี่ยงได้น้อย หากมีสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้น แนะนำถือต่อเพื่อรอติดตามสถานการณ์ ไม่ควรรีบปรับพอร์ตใหญ่ และตรวจสอบให้พอร์ตโดยรวมสอดคล้องกับความเสี่ยงที่รับได้
-
สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีสัดส่วนในกองทุนหุ้น สามารถลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ เช่น K-SFPLUS หรือ K-FIXEDPLUS เพื่อพักเงินและหาจังหวะที่เหมาะสมเมื่อสถานการณ์คลี่คลายกลับเข้ามาลงทุนตามกองแนะนำ
-
ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง-สูง แนะนำติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวตลาด พร้อมหาจังหวะทยอยสะสมในกองทุนแนะนำที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาวและไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนี้
- กองทุนผสมอย่าง K-WealthPLUS Series ที่ช่วยให้คุณสามารถบริหารพอร์ตอย่างยั่งยืนตามความเสี่ยงที่รับได้
- กลุ่ม Defensive ไม่ว่าจะเป็น Global Healthcare ผ่านกองทุน K-GHEALTH หรือกลุ่ม Global Infrastructure ผ่านกองทุน K-GINFRA
- กองทุนหุ้นเทคโนโลยีเอเชียผ่านกองทุน K-ATECH ซึ่งมีระดับ Valuation ที่น่าสนใจกว่าและเกาะกระแส AI
- กระจายการลงทุนไปกับกองทุนตราสารหนี้โลก อย่าง K-GDBOND
-
สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในทองคำและน้ำมัน แนะนำไม่ควรลงทุนในลักษณะไล่ราคา
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-SFPLUS ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
- K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED, K-GDBOND ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-GHEALTH, K-GINFRA, K-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-SFPLUS: ป้องกันความเสี่ยง 100% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-GHEALTH, K-GINFRA: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-ATECH, K-GDBOND: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์))
- K-SFPLUS: T+1
- K-GDBOND: T+2
- K-GHEALTH, K-GINFRA, K-ATECH: T+4
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: T+6