สหรัฐฯ vs จีน: ศึกเทคโนโลยีแห่งศตวรรษ—ใครนำ ใครตาม และใครกำลังเปลี่ยนเกม

กดฟัง
หยุด


ในปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำถามเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตกลงใครกันแน่คือผู้นำเทคโนโลยีของโลกยุคใหม่ — สหรัฐอเมริกาหรือจีน?


คำถามนี้ดูเรียบง่าย แต่คำตอบกลับซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะนี่ไม่ใช่การแข่งขันแบบ “ใครเก่งกว่า” หากเป็นการแข่งขันของโมเดลการพัฒนา โครงสร้างเงินทุน และความเร็วในการแปลงเทคโนโลยีให้เป็นพลังทางเศรษฐกิจ


เรามาสรุปความสามารถด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ ใน 5 สมรภูมิหลัก — AI, เซมิคอนดักเตอร์, ไบโอเทค, รถยนต์ไฟฟ้า, และพลังงานสีเขียว —เพื่อชี้ให้เห็นว่า ใครนำในมิติใด และการแข่งขันนี้กำลังเปลี่ยนโลกอย่างไร


ในสมรภูมิ AI เป็นการแข่งขันระหว่างโมเดลสหรัฐฯ ที่เป็น “อัจฉริยภาพเชิงลึก” กับโมเดลของจีนที่เป็น “อุตสาหกรรมทั้งระบบ”


หากมองที่ “ยอดพีระมิด” ของ AI—โมเดลระดับแนวหน้า (frontier models) —สหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำอย่างชัดเจน ทุนร่วมลงทุนด้าน AI ส่วนใหญ่ของโลกไหลเข้าสหรัฐฯ ห้องแล็บชั้นนำมีเงินทุน บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานที่หนาแน่นที่สุด


แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง จีนกลับนำใน “พื้นที่ราบกว้าง” จีนกำลังผลิตงานวิจัยและสิทธิบัตรด้าน AI ในปริมาณสูง และที่สำคัญกว่านั้นคือ ความสามารถในการฝัง AI ลงในระบบเศรษฐกิจจริง —โลจิสติกส์ เมืองอัจฉริยะ การผลิต การแพทย์ และบริการภาครัฐ


การแข่งขันจึงไม่ใช่แค่เรื่องโมเดลที่ฉลาดกว่า แต่เป็นเรื่องว่า ใครทำให้ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจได้เร็วกว่ากัน


ในด้านเซมิคอนดักเตอร์ สงครามชิปสุดท้ายแล้วคือสงครามเวลา เซมิคอนดักเตอร์คือสนามที่สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงพยายาม “ชะลอเวลา” การพัฒนาของจีน


แต่จีนตอบโต้ด้วยสิ่งที่ตนถนัดคือ การลงทุนขนาดใหญ่และต่อเนื่อง แม้จะยังตามหลังในชิปขั้นสูงสุด จีนกลับเร่งสร้างกำลังการผลิตในชิประดับกลาง ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมจริงจำนวนมาก


ภาพรวมจึงไม่ใช่ “ใครชนะไปแล้ว” แต่เป็นการแข่งขันว่าใครยืนระยะได้นานกว่าและทุ่มทุนได้ต่อเนื่องกว่า สายป่านยาวกว่า — และใครจะสร้างระบบซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ยั่งยืนและครบถ้วนได้ก่อน


ในด้านไบโอเทค จีนกำลังเปลี่ยนจาก “โรงงานโลก” สู่ “ห้องทดลองโลก” ภาพจำในอดีต จีนถูกมองว่าเป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำในอุตสาหกรรมยา วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


บริษัทไบโอเทคจีนมีสัดส่วนการทดลองทางคลินิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการพัฒนายาใหม่ในระยะต้น บริษัทยาข้ามชาติจากตะวันตกจำนวนมาก ไม่เพียงเข้าไปขายยาในจีน แต่ย้าย R&D และสายการพัฒนายาเข้าไปในระบบนิเวศของจีนโดยตรง


สหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเชิงลึกและแพลตฟอร์มวิทยาศาสตร์ขั้นสูง แต่จีนได้เปรียบด้านขนาดตลาด ความเร็ว และการบูรณาการระหว่างการวิจัยกับการผลิต


ไบโอเทคจึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านจาก innovation hub แบบตะวันตก สู่ innovation + scale hub แบบจีน


ส่วนด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หากมีเรื่องใดที่จีน “ชนะด้วยตัวเลข” อย่างไม่ต้องถกเถียง นั่นคือ EV จีนมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสูงกว่าประเทศอื่นรวมกัน และสัดส่วนรถใหม่ที่เป็น EV เข้าใกล้ครึ่งหนึ่งของตลาด


แต่สาระสำคัญไม่ใช่แค่ยอดขาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ขนาดตลาดได้แปรเป็นความได้เปรียบทางเทคโนโลยี ต้นทุนต่อหน่วยลดลงอย่างรวดเร็ว ซัพพลายเชนมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมมีการลองผิดลองถูกและเรียนรู้ปรับปรุงยกระดับอย่างรวดเร็ว


สหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำเชิงแบรนด์รถยนต์และเทคโนโลยีเฉพาะทาง แต่จีนได้เปรียบใน “ระบบอุตสาหกรรมครบวงจร” ตั้งแต่แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ


ด้านสุดท้ายคือพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งศตวรรษใหม่ หากมองที่พลังงานแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีสีเขียว จีนครองห่วงโซ่การผลิตโลกอย่างชัดเจนตั้งแต่วัตถุดิบ แผงโซลาร์ ไปจนถึงอุปกรณ์ปลายน้ำ


จีนลงทุนด้านพลังงานสะอาดในระดับที่ไม่มีประเทศใดเทียบได้ สหรัฐฯ และยุโรปเริ่มเร่งตามด้วยนโยบายอุตสาหกรรมสีเขียวของตนเอง แต่ช่องว่างด้านกำลังการผลิตยังคงห่างกับจีนหลายชั้น


ที่น่าสนใจคือ พลังงานสีเขียวไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือฐานอุตสาหกรรมใหม่ของโลก และจีนได้ปักธงไว้ก่อนแล้ว เรื่องนี้ต้องนับว่าจีนมาก่อนกาล เพราะจีนได้เริ่มลงทุนขับเคลื่อนผลักดันเรื่องนี้มาอย่างเต็มสูบตั้งแต่ 10 ปี ที่แล้ว


เมื่อมองทั้ง 5 สาขารวมกัน ภาพที่ชัดเจนคือ แม้ว่าสหรัฐฯ ยังคงนำใน frontier innovation เงินทุนที่พร้อมเสี่ยง และเทคโนโลยีระดับบน แต่จีนนำชัดเจนในเรื่อง scale, speed และ system integration


สุดท้ายแล้วนี่จะเป็นการแข่งขันของความสามารถในการแปลงเทคโนโลยีเป็นพลังเศรษฐกิจจริง ซึ่งจีนกำลังเล่นเกมยาว เกมอึด เกมยืนระยะแข่งขันกับสหรัฐฯ และจีนค่อยๆ กินทั้งระนาบจากด้านล่างขึ้นมาท้าทายสหรัฐฯ ที่กำลังยืนเซๆ อยู่บนยอดพีระมิด


หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
    • K-GTECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-ATECH, K-GTECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-ATECH, K-GTECH: T+4

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

Back to top