จีนไม่ได้เปลี่ยนเป้าหมาย แต่กำลังเปลี่ยนระดับของเกม

กดฟัง
หยุด


จีนกำลังจะเริ่มใช้แผน 5 ปี ฉบับใหม่ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ คำถามที่หลายคนสงสัยไม่ใช่เพียงว่า “จีนจะทำอะไร” หากแต่ “จีนกำลังจะเลิกทำอะไรหรือไม่” โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่จีนทุ่มเทอย่างต่อเนื่องมาตลอดกว่าสิบปี ตั้งแต่ยุค Made in China 2025 จนถึงแผน 5 ปี ฉบับก่อน


หลายฝ่ายอาจกังวลว่า เมื่อโลกเปลี่ยน เศรษฐกิจจีนชะลอ และแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น จีนอาจปรับทิศทาง หรือลดความสำคัญของอุตสาหกรรมบางประเภทลง แต่หากอ่านสัญญาณเชิงนโยบายอย่างรอบคอบ จะพบว่าความจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง


จีนไม่ได้เปลี่ยนรายชื่ออุตสาหกรรมเป้าหมาย สิ่งที่จีนกำลังเปลี่ยน คือ ระดับความหมายของอุตสาหกรรมเหล่านั้นในโครงสร้างของประเทศ


เปลี่ยนจากยุคที่อุตสาหกรรมเหล่านี้เป็น “อุตสาหกรรมดาวรุ่ง” มาสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของรัฐ”


ในแผนฉบับก่อนหน้า เซมิคอนดักเตอร์ AI พลังงานสะอาด รถยนต์ EV และไบโอเทค มักถูกนำเสนอในฐานะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะสร้างการเติบโต การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันขั้นต่อไปให้กับจีน


แต่ในแผนฉบับใหม่ อุตสาหกรรมเหล่านี้ถูกยกระดับสถานะจาก “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของรัฐ” นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมจีนจึงยังคงยึดมั่นในอุตสาหกรรมเดิม แต่จะลงทุนกับมันด้วยตรรกะที่ลึกและจริงจังกว่าเดิม


ในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้สงครามเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ ชิปได้กลายมาเป็น “choke point” — จุดคอขวดที่สหรัฐฯ สามารถใช้เป็นอาวุธทางการเมืองกดดันจีนได้


การที่จีนยังคงยึดเซมิคอนดักเตอร์เป็นยุทธศาสตร์หลัก จึงไม่ใช่เพราะต้องการ “แซงหน้า” ใครในเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว แต่เพราะจีนมองว่า ประเทศที่ควบคุมเทคโนโลยีพื้นฐานไม่ได้ ย่อมไม่สามารถควบคุมชะตากรรมทางเศรษฐกิจของตนเองได้


ดังนั้น นโยบายด้านชิปของจีนในระยะถัดไปจึงเน้นที่การพึ่งพาตัวเอง (self-reliance) การฆ่าไม่ตาย (resilience) และความแข็งแกร่งขั้นพื้นฐาน (basic capability) ซึ่งหมายถึงเงินลงทุนมหาศาลยิ่งกว่าเดิมที่จะต้องทุ่มให้กับอุตสาหกรรมนี้


ส่วนในด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล คำถามใหม่ของจีนคือเทคโนโลยี AI จะลงรากฝังลึกแค่ไหนในภาคเศรษฐกิจต่างๆ เพราะจีนมอง AI เป็นระบบประสาทของเศรษฐกิจจีนยุคใหม่เรียบร้อยแล้ว


ในแผนฉบับใหม่ จีนไม่ได้มอง AI เป็นเพียงอุตสาหกรรมหนึ่งในหลายอุตสาหกรรม แต่มองเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน ที่ต้องถูกฝังเข้าไปในทุกภาคส่วน ตั้งแต่การผลิต การบริการ ระบบราชการ ไปจนถึงการบริหารเมือง จีนใช้คำว่าเป็น “AI Plus Initiative”


ส่วนในเรื่องพลังงานสะอาดและรถยนต์ EV จีนเปลี่ยนจากเป้าหมายยอดการผลิต สู่การออกแบบระบบพลังงานใหม่ ในช่วงหนึ่ง โลกเคยมองความสำเร็จของจีนด้าน EV ผ่านตัวเลขยอดขาย จำนวนโรงงาน หรือส่วนแบ่งตลาดโลก แต่ในแผนถัดไป ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่หัวใจของเรื่องอีกต่อไป


จีนไม่ได้ถามว่า “จะผลิตรถยนต์ EV ได้กี่คัน” แต่ถามว่าจะออกแบบระบบพลังงานของประเทศใหม่อย่างไรในโลกที่ทุกอย่างกำลังเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด EV จึงจะถูกเชื่อมเข้ากับโครงข่ายพลังงานอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน ตลาดคาร์บอน และการบริหารพลังงานด้วยดิจิทัล


การเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผนใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องกำลังการผลิต แต่คือการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินและโอกาสทางธุรกิจมหาศาลในการร่วมสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานใหม่อย่างครบวงจร


อีกด้านที่โดดเด่นคือ ไบโอเทคและเทคโนโลยีสุขภาพ ในโลกหลังโควิด ไบโอเทคไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของนักวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางสังคมและรัฐ รวมทั้งเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย


จีนยังคงให้ความสำคัญกับไบโอเทคและเทคโนโลยีสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และยกระดับขึ้นในแผนฉบับใหม่เป็นเรื่องการผลิตชีวภาพ (biomanufacturing) ที่ใช้ความสำเร็จในด้านไบโอเทคเป็นฐานการปฏิวัติพื้นฐานทางเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุใหม่ (New Material) อาหารใหม่ (New Food) ไปจนถึงพลังงานชีวภาพ (Biofuel)


จีนไม่ได้แยกไบโอเทคออกจากระบบนวัตกรรมอื่น แต่ยกระดับไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตขั้นสูง นี่คือการเปลี่ยนจุดเน้นจากการมองไบโอเทคเป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐานมาสู่การประยุกต์ใช้ไบโอเทคในภาคการผลิตในหลายภาคเศรษฐกิจ


หากมองผิวเผิน แผนพัฒนาฉบับใหม่ของจีนอาจดู “เหมือนเดิม” รายชื่ออุตสาหกรรมไม่เปลี่ยน เป้าหมายใหญ่ยังคงอยู่ แต่หากมองให้ลึก จะพบว่านี่คือความต่อเนื่องที่ซ่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ


จีนไม่ได้เปลี่ยนทิศ แต่เปลี่ยนระดับความลึก จากยุคการเติบโต สู่ยุคต่อยอด จากยุคการแข่งขัน สู่ยุคความมั่นคง จากยุคอุตสาหกรรมใหม่ สู่การที่อุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ก้าวเข้าสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบการผลิตทั้งหมดของจีน


หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-CHINA-A(A), K-CHINA-A(D): ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-CHINA-A(A), K-CHINA-A(D): ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-CHINA-A(A), K-CHINA-A(D): T+4

คำเตือน


ผู้เขียน

ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

Back to top