-
ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) คงดอกเบี้ยที่ 5.25% ตามคาด พร้อมส่งสัญญาณเศรษฐกิจอินเดียปีหน้าโตแรง มีโอกาสทะลุ 7.2% หลังดีลการค้ากับสหรัฐฯ หนุน Sentiment การลงทุน
-
แม้ระยะสั้นจะยังไม่มีปัจจัยเชิงบวกระยะสั้น ประกอบกับตลาดโลกยังมีความผันผวนสูง แต่ด้วยภาพเงินเฟ้อไตรมาสแรกต่ำกว่าเป้าหมาย ขณะที่ Valuation หุ้นอินเดียยังน่าสนใจ ทำให้ K WEALTH ยังมีมุมมองการลงทุนระยะกลางสำหรับอินเดียเป็น Slightly Positive
Market Update
ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 5.25% เป็นไปตามคาดการณ์ พร้อมคงท่าที "Neutral" ซึ่งสะท้อนแนวทางปฏิบัติโดยปกติของธนาคารกลางที่จะ Wait-and-See เพื่อรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจ
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ และอินเดียบรรลุข้อตกลงการค้า โดยคณะกรรมการธนาคารกลางอินเดียเผยว่าเศรษฐกิจปีงบประมาณหน้า (เม.ย. 2026-มี.ค. 2027) มีโอกาสเติบโตสูงกว่าเป้าหมายที่ 7.2% พร้อมปรับเพิ่มประมาณการ GDP สองไตรมาสแรกของปีงบประมาณหน้าขึ้นจาก 6.8% เป็น 7.0%
ในด้านเงินเฟ้อ ธนาคารกลางอินเดียประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อไตรมาสแรกของปีจะอยู่ที่ 3.2% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 4.0% แต่จะมีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงไตรมาส 2-3 ธนาคารกลางอินเดียยังไม่ระบุแผนเพิ่มสภาพคล่องผ่านการเข้าซื้อพันธบัตร โดยผู้ว่าฯ ระบุเพียงจะบริหารสภาพคล่องอย่างเชิงรุก
ดัชนีและกองทุนที่เกี่ยวข้อง
- BSE200 -0.28%
- NIFTY50 -0.25%
(ข้อมูล ณ 6 ก.พ. 2569)
Market Outlook
แม้ธนาคารกลางอินเดียจะส่งสัญญาณชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย และติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจ แต่ด้วยปัจจัยหนุนจากการกระตุ้นผ่านนโยบายการเงินและการคลัง ผลดีจากการบรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ และประมาณการเศรษฐกิจในเชิงบวกจาก RBI รวมถึงระดับ Valuation ของตลาดหุ้นอินเดียที่น่าสนใจ K WEALTH จึงมีมุมมอง Slightly Positive ต่อการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย
คำแนะนำการลงทุน
- สำหรับนักลงทุนที่ถือกองทุนในกองทุนหุ้นอินเดีย
- หากมีสัดส่วนมากกว่า 20% แนะนำทยอยลดสัดส่วนให้น้อยกว่า 20% และถือต่อได้ หรือแบ่งสัดส่วนไปลงทุนในกองทุนแนะนำอื่นที่น่าสนใจ เช่น K-CHINA, K-GHEALTH, K-GINFRA, K-ATECH
- หากมีสัดส่วนน้อยกว่า 20% แนะนำถือต่อได้ โดยแนะนำให้มีสัดส่วนไม่เกิน 20%
- สำหรับนักลงทุนทั่วไป และผู้ที่ไม่มีสถานะการลงทุนในกองทุนอินเดีย
- สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีสถานะการลงทุนในกองทุนหุ้นอินเดีย ด้วยภาพรวมบรรยากาศการลงทุนเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง แต่เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยเชิงบวกระยะสั้น ประกอบกับตลาดโลกยังมีความผันผวนสูง จึงแนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ลงทุนในกองทุนแนะนำอื่น แต่หากเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำทยอยสะสมได้ ด้วยสัดส่วนไม่เกิน 20%
-
ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง หลังจากทยอยลดสัดส่วนที่เกิน 20% แล้ว แนะนำเอาเงินมาลงทุนในกองทุนที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว เช่น
- ประเทศเศรษฐกิจขยายตัวสูงอย่างประเทศจีนผ่านกองทุน K-CHINA
- กลุ่ม Defensive ไม่ว่าจะเป็น Global Healthcare ผ่านกองทุน K-GHEALTH ที่ยังคงมี Valuation อยู่ในระดับต่ำ พร้อมทั้งแนวโน้มการเติบโตจาก Longevity trend
- กลุ่ม Global Infrastructure ผ่านกองทุน K-GINFRA
- กองทุนหุ้นเทคโนโลยีเอเชียผ่านกองทุน K-ATECH เน้นลงทุนเทคโนโลยีในเอเซียที่ครอบคลุมกลุ่ม AI พร้อมทั้ง Valuation และศักยภาพการเติบโตไม่ได้ด้อยกว่าฝั่งสหรัฐฯ
-
ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงต่ำ แนะนำทยอยเข้าลงทุนในกองทุนผสมที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ได้แก่
- K-WealthPLUS Series ซึ่งเป็นกองทุนผสมอย่าง K-WPBALANCED K-WPSPEEDUP
-
นักลงทุนที่ถือกองทุนหุ้นอื่น ๆ นอกเหนือจากอินเดีย หากสัดส่วนเกิน 20% หรือมีกำไรมากกว่า 10% แนะนำ ทยอยขายทำกำไรบางส่วน (Take Profit) เพื่อล็อกผลตอบแทนและปรับพอร์ตให้สมดุล
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-CHINA-A(A), K-GHEALTH, K-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-CHINA-A(A), K-GHEALTH: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์))
- K-CHINA, K-GHEALTH, K-ATECH: T+4
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: T+6