Love Economy: ส่อง 4 ธุรกิจที่โตทุกวาเลนไทน์

บทเรียนจากวันแห่งความรัก ที่นำมาปรับใช้กับการออมและลงทุนระยะยาวได้ดีจนน่าตกใจ

กดฟัง
หยุด
  • Valentine ไม่ใช่แค่วันแห่งความรัก แต่แท้จริงแล้วคือ Love Economy มูลค่ากว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ ที่ขับเคลื่อนหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก
  • Love Economy มีตั้งแต่ช็อกโกแลต ดอกไม้ เครื่องเพชร ไปจนถึงร้านอาหาร — พฤติกรรมเล็กๆ ของผู้บริโภค สะท้อนเทรนด์การใช้เงินที่เกิดซ้ำทุกปี
  • วาเลนไทน์บอกเราว่า พฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำอย่างสม่ำเสมอสามารถสร้างผลลัพธ์ใหญ่ได้ ก็เช่นเดียวกับการลงทุน ที่ความมั่งคั่งไม่ได้มาจากการทุ่มครั้งเดียว แต่มาจากการดูแลเงินของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

Love Economy — วัน Valentine สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคมากกว่าที่คุณคิด

สำหรับใครหลายคน วัน Valentine อาจเป็นวันที่ได้ฉลองความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่รัก แต่เบื้องหลังดอกไม้ ช็อกโกแลต และมื้อพิเศษที่หลายคนตั้งใจเตรียมไว้ คือ เม็ดเงินมหาศาล ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก


แต่หลายคนคงตกใจไม่น้อยถ้าได้รู้ว่า ปี 2025 ที่ผ่านมา การใช้จ่ายในช่วงวันวาเลนไทน์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 5 ล้านล้านบาท) ทั้งจากของขวัญ ดอกไม้ ช็อกโกแลต มื้ออาหาร และประสบการณ์ต่างๆ และคาดการณ์ว่าในปี 2026 คนสหรัฐฯ จะใช้จ่ายถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวัน Valentine ซึ่งถือว่าเป็นการใช้จ่ายที่สูงมาก เป็นรองแค่เพียงวัน Christmas และวันแม่เท่านั้น


ดังนั้นจะเห็นเลยว่าของพวกนี้ไม่ใช่ของที่ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลที่จะซื้อมันมา แต่ถ้ามีช่วงเวลาที่คนทั่วโลกพร้อมใจกันซื้อ ก็กลายเป็นเงินมหาศาลได้เลย


4 กลุ่มธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์ช่วง Valentine

  1. Confectionery & Chocolate Makers – หวานละมุนละไม อยู่ในทุกตอน

    หลายบริษัทช็อกโกแลตรายใหญ่เห็นการเติบโตอย่างมีนัยในช่วงวาเลนไทน์ เช่น Hershey’s, Mars Wrigley, Lindt & Sprüngli, Godiva และ Russell Stover ซึ่งมักทำให้ยอดขายในสัปดาห์ก่อนวันแห่งความรักพุ่งขึ้นหลายเท่า


    ตัวอย่างเช่นในประเทศไทย บริษัท Mondelez International เจ้าของแบรนด์ Cadbury เคยรายงานว่ายอดขายช่วงวาเลนไทน์คิดเป็นกว่า 23% ของยอดขายทั้งหมดของช็อกโกแลตในไทยในช่วงนั้น


    อุตสาหกรรมช็อกโกแลตเองมีมูลค่าตลาดระดับโลกมากกว่า 125,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 3.3% เรียกว่าโตแรงแซงเงินเฟ้อเลยทีเดียว


    แปลกแต่จริง: “ช็อกโกแลตแพงขึ้น แต่คนก็ยังซื้อ” — ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?


    แม้ว่าราคาช็อกโกแลตและวัตถุดิบอย่างโกโก้จะปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยอย่างต้นทุนการผลิตและอุปทานโลก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าช่วง Valentine สิ่งแรกที่หลายๆ คนนึกถึงและจะซื้อเป็นอย่างแรก ก็ยังเป็นช็อกโกแลต สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึง elasticity ของอุปสงค์ ที่แม้ราคาจะขึ้น ผู้คนยังคงซื้อ เพราะมันกลายเป็น “สัญลักษณ์ของการดูแลและความรัก” มากกว่าแค่สินค้าทั่วไป


  2. Floriculture & Flowers — ดอกไม้ สัญลักษณ์ของความรัก

    ในช่วงเทศกาล Valentine มีการผลิตดอกกุหลาบมากกว่า 200 ล้านดอก เพื่อรองรับความต้องการทั่วโลก และกว่า 60% เป็น ดอกกุหลาบสีแดง ซึ่งเป็นตัวแทนของความรัก แต่ก็ต้องบอกว่าธุรกิจนี้ไม่ได้มีแค่ร้านดอกไม้ทั่วไป แต่รวมถึงบริการส่งดอกไม้ออนไลน์เช่น “1-800-Flowers” หรือ “FTD” ที่มักจะเห็นการสั่งซื้อเติบโตอย่างชัดเจนในช่วง Valentine


  3. Jewelry & Premium Gifts ความหรูหรา แปรเปลี่ยนเป็นความหมายที่ลึกซึ้ง

    สินค้ากลุ่ม Jewelry เช่นแหวน สร้อย หรือกำไล มีการใช้จ่ายรวมกันในช่วงวาเลนไทน์สูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์ ปี 2026 นี้มีการคาดการณ์ว่าผู้บริโภคจะซื้อของเหล่านี้สูงถึง 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว สาเหตุคือเครื่องเพชรไม่ใช่แค่ของขวัญ แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจระยะยาวของคู่รักหลายคู่ และทำให้แบรนด์ใหญ่ๆ ทั้ง Pandora, Tiffany & Co., Cartier ต้องมีการโปรโมทคอลเลคชันพิเศษเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ


  4. Restaurant & Hospitality — อาหารและประสบการณ์สำคัญไม่แพ้ของจับต้องได้

    คืนวาเลนไทน์คือช่วงเวลาที่ร้านอาหารหรูจะ "โต๊ะเต็ม" ตลอดคืน โดยมักจะจัดเมนูเซตพิเศษราคาแพง (ประมาณ 2,500-7,000 บาทต่อคน+) ส่วนโรงแรมหรูจะเน้นขายแพ็กเกจคู่รักที่มีทั้งแชมเปญและสปาเพื่อเพิ่มมูลค่า ถ้าไปดูร้านอาหารดังๆ ในต่างประเทศอย่าง Ruth’s Chris Steak House หรือ The Cheesecake Factory ก็ล้วนทำรายได้สูงสุดของปีในคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ทั้งสิ้น


    แต่ธุรกิจเหล่านี้จะมีข้อจำกัดมากกว่าเมื่อเทียบกับ 3 กลุ่มข้างบน คือมันขึ้นอยู่กับ 1) จำนวนโต๊ะที่มีในร้าน และ 2) จำนวนพนักงานที่ให้บริการ นั่นเอง


Valentine กับการลงทุน

จาก 4 กลุ่มธุรกิจที่เล่าไป เห็นแล้วว่า Love Economy มีพลังมากแค่ไหน พฤติกรรมเล็กๆ อย่างการซื้อช็อกโกแลต ดอกไม้ หรือมื้อพิเศษ เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ก็กลายเป็นเม็ดเงินระดับล้านล้านบาท


ทีนี้อยากให้ลองกลับมามองใกล้ๆ ตัวเราบ้าง


ในโลกของการลงทุน “คนที่เรารักที่สุด” อาจไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ เงินในกระเป๋าของเราเอง เพราะมันคือสิ่งที่จะทำหน้าที่ดูแลอนาคตของเรา ไม่ว่าจะเป็นค่าบ้าน ค่าเรียนลูก ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ หรือแม้แต่ความสบายใจในวันที่ไม่อยากทำงานหนักเหมือนวันนี้แล้ว


หลายคนอาจรู้สึกว่าการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มจากพฤติกรรมเล็กๆ เหมือนกับ Love Economy ถ้าเราซื้อของขวัญให้คนรักปีละครั้งได้ เราก็สามารถกันเงินมาลงทุนอย่างสม่ำเสมอได้เหมือนกัน ซึ่งเดี๋ยวนี้ทำง่ายๆ คลิกครั้งเดียวบน K PLUS ก็ลงทุนสม่ำเสมอ (DCA) ได้ยาวทั้งปี คิดซะว่าเป็นการ “ดูแลความสัมพันธ์ระหว่างเรา กับอนาคตของตัวเราเอง” หรือถ้าใครยังให้ความสำคัญกับความรักแบบคู่ชีวิต จะทยอยสะสมทองไว้เตรียมขอแต่งงานก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนทองคำ หรือออมทองบน K+ ที่สามารถแลกเป็นทองคำจริงได้เมื่อออมถึงยอดที่กำหนดอีกด้วย


สุดท้ายอยากฝากไว้ว่า การลงทุนก็เหมือนความสัมพันธ์ เพราะ “ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้เกิดจากการทุ่มสุดตัวครั้งเดียวฉันใด ความมั่งคั่งก็ไม่ได้เกิดจากการทุ่มครั้งเดียวฉันนั้น” แต่เกิดจากการดูแลอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง ไม่ได้ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ อาจจะอาศัยจังหวะบ้างแต่ว่าไม่จำเป็นต้องจับจังหวะให้เป๊ะ แค่ค่อยๆ สะสม ค่อยๆ วางแผน และให้เวลาเงินทำงาน และสิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกธีมตามเทศกาล แต่คือการมีพอร์ตที่สมดุล มีสินทรัพย์หลากหลาย และลงทุนอย่างมีวินัยในระยะยาว ส่วนจะลงทุนในไหน แนะนำดูได้ใน กองทุนแนะนำของ K WEALTH ตาม Link ด้านล่างนี้


https://www.kasikornbank.com/th/kwealth/pages/p172-t2-hyb-monthly-fund-recommend-kgth.aspx


ขอบคุณข้อมูลจาก

https://party.alibaba.com/valentine/how-much-does-the-whole-world-spend-on-valentines-day

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2841912

https://party.alibaba.com/valentine/who-makes-the-most-money-on-valentines-day


คำเตือน


ผู้เขียน

K WEALTHจิรพัฒน์ จิรนิรันดร์กุล CFA

Back to top