หุ้นกลุ่มประกันสุขภาพร่วงแรง หลังสหรัฐฯ เสนอขึ้นค่าตอบแทนต่ำกว่าคาด

กดฟัง
หยุด
  • หุ้นกลุ่มประกันสุขภาพร่วงแรง หลังหน่วยงาน CMS ของสหรัฐฯ เสนอปรับขึ้นอัตราจ่ายเงินชดเชยสำหรับโครงการ Medicare Advantage ในปี 2027 ต่ำกว่าคาด
  • กองทุนหุ้นสุขภาพแนะนำอย่าง K-GHEALTH และ KT-HEALTHCARE ประเมินว่าจะได้รับผลกระทบจำกัด สำหรับผู้ที่ถือกองทุนหุ้นสุขภาพยังคงถือต่อได้

Market Update

วันที่ 27 ม.ค. 69 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (After-hours) เกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มประกันสุขภาพ (Health Insurers) อย่างรุนแรง หลังหน่วยงาน CMS ของสหรัฐฯ เสนอปรับขึ้นอัตราจ่ายเงินชดเชยสำหรับโครงการ Medicare Advantage ในปี 2027 เพียง 0.09% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับที่นักวิเคราะห์และตลาดคาดหวังไว้สูงถึงระดับ 4-6% สร้างความผิดหวังครั้งใหญ่แก่นักลงทุนที่เคยมองว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีนโยบายผ่อนปรนให้ภาคเอกชนมากกว่านี้


ประเด็นสำคัญที่กดดันราคาหุ้น คืออัตราการปรับขึ้น 0.09% นี้ แทบไม่ครอบคลุมต้นทุนค่ารักษาพยาบาล (Medical Costs) ที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ CMS ยังเสนอปรับเกณฑ์การคำนวณความเสี่ยง (Risk Score) ให้เข้มงวดขึ้น โดยตัดการนับโรคที่ไม่ได้เกิดจากการตรวจรักษาจริงทิ้งไป ซึ่งจะส่งผลให้รายได้ของบริษัทประกันลดลงโดยตรง สถานการณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นแรงกดดันคู่ขนาน (Double Squeeze) ทั้งรายได้ที่ไม่โตและกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น


Related Indices & Funds
  • Humana Inc. -15.00%
  • CVS Health Corp. -12.00%
  • UnitedHealth Group Inc. -10.00%

(ข้อมูล ณ วันที่ 27 ม.ค. 2569)


Market Outlook

เหตุการณ์นี้ถือเป็นปัจจัยลบต่อกลุ่ม Insurers แม้ตัวเลข 0.09% จะเป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น แต่ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ตลาดหวัง (4-6%) ทำให้โอกาสที่จะปรับขึ้นไปถึงระดับที่รักษากำไร (Profit Margin) ไว้ได้นั้นเป็นเรื่องยาก กลุ่มธุรกิจประกันสุขภาพจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดประมาณการกำไรลงต่อจากนี้


อย่างไรก็ตาม สำหรับกองทุนแนะนำอย่าง K-GHEALTH และ KT-HEALTHCARE ประเมินว่าจะได้รับ ผลกระทบจำกัด เนื่องจาก


Underweight Insurers: กองทุนมีการลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มประกันสุขภาพอยู่แล้ว


Overweight Biotech: กองทุนเน้นน้ำหนักในกลุ่ม Biotechnology ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง (ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน) และไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากข่าวนโยบาย Medicare นี้


คำแนะนำการลงทุน

  • สำหรับนักลงทุนที่ถือกองทุนหุ้นสุขภาพ
    • หากมีสัดส่วนมากกว่า 20% แนะนำถือต่อได้ หรือพิจารณาขายบางส่วนไปลงทุนในกองทุนแนะนำอื่น ดังนี้
      • กองทุนหุ้นเทคโนโลยีเอเชียผ่านกองทุน K-ATECH เน้นลงทุนเทคโนโลยีในเอเซียที่ครอบคลุมกลุ่ม AI พร้อมทั้ง Valuation และศักยภาพการเติบโตไม่ได้ด้อยกว่า ฝั่งสหรัฐฯ
      • ประเทศเศรษฐกิจขยายตัวสูงอย่างอินเดียผ่านกองทุน K-INDIA ซึ่งกำลังรับอานิสงส์จากทั้งนโยบายการเงินผ่อนคลายด้วยการลดดอกเบี้ยและการกระตุ้นทางการคลังด้วยการลดภาษีบริโภค
    • หากมีสัดส่วนน้อยกว่า 20% แนะนำ “ทยอยลงทุนเพิ่ม” ได้
  • สำหรับนักลงทุนทั่วไป และผู้ที่ไม่มีสถานะการลงทุนในกองทุนหุ้นสุขภาพ
    • สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีสถานะการลงทุนในกองทุนหุ้นสุขภาพ “ทยอยลงทุนได้” ผ่านกองทุน K-GHEALTH, KT-HEALTHCARE
    • เงินลงทุนระยะยาว เน้นถือการลงทุนแบบ Core Port อย่างกองทุนผสม K-WealthPLUS Series เช่น K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ฯลฯ ที่มีผู้จัดการกองทุนดูแลสัดส่วนเงินลงทุน ซึ่งได้ทยอยลดความเสี่ยงไปบ้างแล้ว
หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
    • K-GHEALTH, K-ATECH, K-INDIA: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-GHEALTH, K-INDIA: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่ากว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
    • K-ATECH, K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์))
    • K-GHEALTH, K-ATECH, K-INDIA: T+4
    • K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: T+6


คำเตือน


ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH

Back to top