“ถ้ากู้เงินมาลงทุน แล้วได้ผลตอบแทนชนะดอกเบี้ย เราก็จะรวยขึ้นจริงไหม?” ฟังดูเหมือนเป็นสูตรลัดสู่ความร่ำรวยในยุคที่ใครๆ ก็อยากรวยเร็ว แต่คำถามคือ ทำไมคนที่ใช้วิธีนี้แล้วสำเร็จ เป็นเพียงคนส่วนน้อย ในขณะที่คนส่วนใหญ่จบลงด้วยหนี้และความเครียด บทความนี้อยากชวนทุกคนมาคิดเรื่องนี้ เพื่อให้มีแนวคิดที่รอบด้านก่อนตัดสินใจกู้เงินมาลงทุน
ความแตกต่างระหว่างคนรวยใช้หนี้ ≠ คนทั่วไปกู้เงินลงทุน
เรามักจะเห็นตัวอย่างของนักธุรกิจ หรือนักลงทุนระดับโลกที่ใช้หนี้ หรือ leverage เป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่งคั่ง แล้วก็เผลอคิดว่า ถ้าเขาทำได้ เราก็น่าจะทำได้เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานะของเขากับสถานะของเราไม่เหมือนกัน ก่อนที่เขาจะกู้เงินได้ เขามี 3 อย่างนี้อยู่ก่อนแล้วคือ
- มีกระแสเงินสดมั่นคง
- มีสินทรัพย์เดิมมากพอที่จะรองรับความเสี่ยง
- มีประสบการณ์การลงทุน อยู่ในช่วงตลาดขาขึ้นและขาลงมาแล้วหลายรอบ
ที่สำคัญที่สุดคือ เขาสามารถจ่ายคืนดอกเบี้ยได้ แม้ในวันที่การลงทุนยังไม่ให้เงินสดหรือผลตอบแทนกลับมานั่นเอง
ในขณะที่คนทั่วไป ฐานรายได้ไม่สูงเท่ากับคนทำธุรกิจหรือนักลงทุนระดับโลก เงินสำรองก็มีในสัดส่วนที่น้อยกว่าและประสบการณ์ลงทุนยังน้อย บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรับความผันผวนได้มากน้อยแค่ไหน การกู้เงินมาลงทุนจึงเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงมากสำหรับคนทั่วไป
คณิตศาสตร์ของการกู้เงินลงทุน
ลองมาดูตัวอย่าง หากกู้เงินมาลงทุน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ย 6% ต่อปี หมายความว่าต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นคือ 60,000 บาทต่อปี แปลว่าการลงทุนครั้งนี้ต้องสามารถสร้างผลตอบแทนให้ได้มากกว่า 6% ต่อปี
ที่สำคัญ ต้องจ่ายคืนดอกเบี้ยทุกปี ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนอกจากต้องได้มากกว่า 6% ต่อปีแล้ว ยังต้องได้อย่างสม่ำเสมอด้วย ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงก็ตาม ถึงจะเรียกว่าคุ้มกับต้นทุนที่กู้ยืมมา
ในขณะที่การลงทุนในโลกของความจริง โดยเฉพาะหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงมีความผันผวนปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องปกติ หากปีไหนตลาดติดลบมากๆ ไม่เพียงแค่ขาดทุนเท่านั้น แต่ยังต้องหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม เป็นการซ้ำเติมเข้าไปอีก
สิ่งที่อยากให้ทุกคนฉุกคิดก่อนตัดสินใจคือ ดอกเบี้ยเป็นต้นทุนที่แน่นอน แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เคย
ความเสี่ยงที่คนมักมองไม่เห็น
การกู้เงินลงทุน ไม่ได้มีความเสี่ยงแค่เรื่องตัวเลขเท่านั้น แต่ยังมีความเสี่ยงอื่นที่หลายคนมักมองไม่เห็น ได้แก่
- ความเสี่ยงจากลำดับของผลตอบแทน (Sequence of Return Risk)
หากโชคร้าย ปีแรกๆ เจอตลาดติดลบ ทำให้เงินลงทุนลดลง แต่ยอดหนี้ยังคงเท่าเดิม อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อให้ เงินลงทุนกลับมาที่จุดเดิม ในขณะที่ดอกเบี้ยยังคงเดินอย่างต่อเนื่องทุกวัน
- ความเสี่ยงจากการถูกบังคับขาย (Forced Sell Risk)
เมื่อถึงวันที่ต้องผ่อนจ่ายหนี้ แต่ตลาดยังไม่ฟื้น อาจถูกบังคับให้ต้องขายสินทรัพย์ที่ลงทุนในจังหวะที่ยังไม่ควรขายและ อาจเป็นจังหวะที่แย่ที่สุดก็ได้
- ความเสี่ยงทางจิตวิทยา (Psychological Risk)
เงินที่มาจากหนี้ไม่เคยเป็นเงินเย็น เพราะทำให้เราเครียด กังวลใจ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ต้องเช็กพอร์ตอยู่ตลอดเวลา อาจตัดสินใจเร็วเกินไปและมักขายในจังหวะที่ไม่ควรขาย ดังนั้น เงินเย็นจึงเป็นหัวใจของการลงทุนระยะยาว
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ไม่แนะนำให้กู้เงินมาลงทุน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการลงทุนหรือในช่วงที่ยังไม่พร้อม
สรุปหลักคิดสำคัญ
ก่อนคิดจะกู้เงินมาลงทุนหรือใช้ leverage ไม่ว่าจะรูปแบบไหน อยากให้ทำ 3 ข้อนี้ให้ได้ก่อนคือ
- หาเงินให้มั่นคงก่อน
- เริ่มจากการหารายได้ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ
- บริหารรายรับรายจ่ายให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้
- เก็บเงินให้เป็นนิสัย
- เก็บเงินสำรองให้ได้อย่างน้อย 6-12 เดือนของค่าใช้จ่าย
- มีเงินออมที่พร้อมจะนำมาลงทุนได้จริง
- ลงทุนด้วยเงินตัวเองก่อน
ในช่วงเริ่มต้นลงทุน แนะนำ
- ลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) เป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยจำนวนเงินเท่าๆ กันทุกเดือน ซึ่งช่วยตัดเรื่องอารมณ์ความรู้สึกในการลงทุนออกไป ช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุน มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว และยังสร้างวินัยการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถเลือกแผนรายเดือนแบบ DCA บน K PLUS ได้เลย
- ตั้งเป้าหมายการลงทุนด้วย Goal-Based Portfolio บน K PLUS โดยการแยกพอร์ตตามเป้าหมาย ซึ่งสามารถตั้งชื่อเป้าหมาย ระบุจำนวนเงิน ระยะเวลา และเลือกบัญชี หรือสินทรัพย์อื่นที่ต้องการเพิ่มเข้ามาในพอร์ตเป้าหมายได้ รวมถึงติดตามผลการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
- ลงทุนกองทุน K-WealthPLUS Series ซึ่งเป็นกองทุนผสมที่กระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งตราสารหนี้ หุ้น เเละสินทรัพย์ทางเลือก และมีผู้จัดการกองทุนที่คอยดูแลปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด โดยเลือกลงทุนได้ตามความเสี่ยง ทั้งกองทุน K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP และ K-WPULTIMATE
การกู้เงินลงทุน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จหรือทางลัดสู่ความร่ำรวยสำหรับคนส่วนใหญ่ ความมั่งคั่งระยะยาว เริ่มจากการมีวินัย ความรู้ความเข้าใจ และสามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้ระยะยาวท่ามกลางตลาดที่ผันผวน
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-WPULTIMATE: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K- WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE: T+6
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : บลจ.กสิกรไทย