ทางเลือกลดหย่อนภาษี 2568 แบบไหนดี ที่ใช่ที่สุดสำหรับคุณ

ต้องการลดหย่อนภาษี แต่ยังไม่แน่ใจว่าซื้ออะไรได้บ้าง? กองทุน RMF Thai ESG หรือประกันชีวิตแบบไหนดีที่สุด? ให้เราช่วยวางแผนลดหย่อนภาษีปี 2568 อย่างมั่นใจ

ให้เราแนะนำวิธีลดหย่อนภาษี ที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ

ให้ K WEALTH ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนจาก ธนาคารกสิกรไทย ช่วยแนะนำทางเลือกลดหย่อนภาษี ที่เหมาะสมกับคุณที่สุดตาม ความต้องการ และความเสี่ยงของคุณ

คำถามที่ 2/4

K WEALTH

ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน

ให้เราแนะนำวิธีลดหย่อนภาษี ที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ

ตามที่คุณสนใจ

เกร็ดความรู้ลดหย่อนภาษี

ค่าลดหย่อนภาษี ประหยัดภาษีได้ยังไง ?

ค่าลดหย่อนเป็นสิ่งที่สามารถนำมาลดจำนวนเงินที่จะต้องนำไปคำนวณภาษีได้ เช่น:

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว (Personal allowance) 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส (Spouse allowance) 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนบุตร (Child allowance) 30,000 บาท/คน
  • สำหรับบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 61 ลดหย่อนได้ 60,000 บาท/คน
  • ค่าลดหย่อนพ่อแม่ (Parents allowance) 60,000 บาท/ท่าน สำหรับพ่อแม่ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปและไม่มีรายได้ หรือมีแต่ไม่เกินปีละ 30,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนประกันชีวิต (Life insurance premium) สูงสุด 100,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนประกันสุขภาพบิดามารดา (Health insurance for parents) สูงสุด 15,000 บาท
  • การลงทุนในกองทุน RMF/ThaiESG/ThaiESGX
  • ค่าลดหย่อนการออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident fund contributions) สูงสุด 500,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนประกันสังคม (Social security contributions) สูงสุด 9,000 บาท
กองทุนอะไรบ้างที่ลดหย่อนภาษีได้ ?

การลงทุนในกองทุนไม่เพียงแต่ช่วยในการออมเงินหรือการเกษียณอายุเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ โดยเฉพาะกองทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนในระยะยาว:

  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund - RMF)

    กองทุน SSF เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินในระยะยาว โดยสิทธิลดหย่อนภาษีสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน กอช.และประกันชีวิตแบบนำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท การลงทุนใน SSF ช่วยให้คุณสะสมเงินในระยะยาวเพื่อการเกษียณ และยังได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอีกด้วย

  • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund)

    กองทุน Thai ESG เป็นกองทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทที่มีการบริหารจัดการที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environmental, Social, Governance - ESG) การลงทุนในกองทุนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดหย่อนภาษี แต่ยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืน โดยสิทธิลดหย่อนภาษีสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 300,000 บาท

ประกันอะไรบ้างที่ลดหย่อนภาษีได้ ?

การซื้อประกันชีวิตและสุขภาพก็เป็นอีกทางเลือกที่สำคัญในการลดหย่อนภาษี พร้อมกับการสร้างความคุ้มครองและความมั่นคงให้กับคุณและครอบครัว

  • ประกันชีวิตทั่วไป

    ประกันชีวิตทั่วไป สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท โดยเบี้ยประกันที่จ่ายไปจะถูกนำไปคุ้มครองชีวิตคุณ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างมรดกให้ครอบครัวในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ประกันชีวิตประเภทนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิต และต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในขณะเดียวกัน

  • ประกันบำนาญ

    ประกันบำนาญ หรือประกันชีวิตเพื่อการเกษียณอายุสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15% ของรายได้ที่เสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และกอช.ต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยจุดเด่นของประกันประเภทนี้คือการให้เงินบำนาญรายงวดหลังจากเกษียณอายุ ช่วยเสริมรายได้ให้คุณในวัยเกษียณ การใช้ประกันบำนาญเพื่อลดหย่อนภาษีเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตหลังเกษียณ

  • ประกันสุขภาพ

    ประกันสุขภาพ สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 25,000 บาท เมื่อรวมกับประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาท โดยเบี้ยประกันที่จ่ายไปจะถูกนำไปใช้คุ้มครองค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และค่ารักษาพยาบาลเมื่อต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ประกันสุขภาพเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองด้านสุขภาพและลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด พร้อมกับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี การเลือกใช้ตัวช่วยในการลดหย่อนภาษี ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณจ่ายภาษีน้อยลง แต่ยังเป็นการวางแผนการเงินและการลงทุนในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

สูตรการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถูกอธิบายไว้ด้วยสูตรพื้นฐานดังนี้:

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา :

ภาษีที่เสีย = อัตราภาษี × เงินได้สุทธิ (เงินได้ทั้งหมด - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน)

  1. อัตราภาษี (Tax Rate)

    อัตราภาษีเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ใช้คูณกับเงินได้สุทธิ (รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน)
    เพื่อคำนวณจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษี ประเทศไทยใช้อัตราภาษีแบบขั้นบันได
    ซึ่งรายได้ที่ต่างกันจะถูกคิดภาษีในอัตราที่ต่างกัน

  2. เงินได้สุทธิ (Net Income)

    คือจำนวนเงินที่เหลือหลังจากนำรายได้ทั้งหมดมาหักด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
    ซึ่งค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเหล่านี้เป็นสิทธิประโยชน์ที่รัฐให้เพื่อลดจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษี

    • เงินได้ทั้งหมด: รายได้ที่คุณได้รับตลอดปี เช่น เงินเดือน, โบนัส, รายได้จากธุรกิจ ฯลฯ
    • ค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายที่สามารถหักได้ เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ
    • ค่าลดหย่อน: ค่าลดหย่อนที่ได้รับสิทธิ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว คู่สมรส บุตร เบี้ยประกัน ฯลฯ

สูตรนี้จะช่วยให้คุณสามารถคำนวณภาษีเงินได้อย่างง่าย ๆ โดยเริ่มจากการนำ รายได้ทั้งหมด มาหัก ค่าใช้จ่าย และ
ค่าลดหย่อน เพื่อให้ได้ เงินได้สุทธิ หลังจากนั้นนำเงินได้สุทธินี้ไปคูณกับ อัตราภาษี เพื่อคำนวณจำนวนเงินภาษีที่ต้องจ่าย

โปรแกรมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
กรุณาเลือกหัวข้อ
แชทปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
สแกน QR Code โดยใช้ กล้องมือถือ หรือ LINE เพื่อดำเนินการต่อบน LINE KBank Live
kbanklive
โทรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
โทร. 02-8888888
call