ฉีกตำราเดิม เขียนเกมธุรกิจใหม่

เมื่อทายาท “ปรับกติกา” ธุรกิจครอบครัว เพื่อโตต่อ
คุณพิชญเทพ ยุกตะเสวี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด
คุณเมธัส ชัยมงคลานนท์ CEO, Co-Founder แบรนด์ Kaew Boutique
วันที่ 28 ส.ค. 2569

ธุรกิจครอบครัวที่เดินทางมาถึงรุ่นลูก ไม่ได้มีโจทย์เพียงแค่ “ใครจะเข้ามารับช่วงต่อ” แต่คำถามคือเมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาแล้ว จะพาธุรกิจที่คนรุ่นก่อนสร้างมานานหลายสิบปีเดินต่อไปอย่างไร โดยไม่หยุดอยู่กับความสำเร็จเดิม ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่เพื่อเปลี่ยนทุกอย่าง

รศ. ดร.กุลเชษฐ์ มงคล รศ. ดร.กุลเชษฐ์ มงคล

เวทีสัมมนา “Next Gen Family Business Takeover เมื่อทายาทเปลี่ยนเกมธุรกิจครอบครัว” จัดโดย K SME CARE ธนาคารกสิกรไทย ชวน 2 ทายาทจากต่างธุรกิจ อย่าง เมธัส ชัยมงคลานนท์ CEO, Co-Founder แบรนด์ Kaew Boutique ต่อยอดมาจาก “ร้านแก้วของฝาก” ร้านของฝากชื่อดังแห่งจังหวัดกาญจนบุรี และ พิชญเทพ ยุกตะเสวี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด หรือ “นมตรามะลิ” ที่อยู่คู่เมืองไทยมากว่า 64 ปี มาร่วมแชร์ประสบการณ์การรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ตั้งแต่การสร้างความเชื่อใจ การทำงานกับคนต่างเจเนอเรชัน ไปจนถึงการมองหา S-Curve ใหม่ให้กับธุรกิจ โดยมี พีระพัฒน์ เหรียญประยูร ผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทรัพย์สินครอบครัว ธนาคารกสิกรไทย มาร่วมแบ่งปันมุมมองและสะท้อนภาพใหญ่ของการส่งต่อธุรกิจและทรัพย์สินในครอบครัว เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่คนรุ่นต่อไปเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Good Strategy Good Strategy

ความท้าทายแรกไม่ใช่เรื่องธุรกิจ แต่คือ “คน”

เส้นทางการเข้ามารับช่วงต่อของทั้งเมธัสและพิชญเทพ ล้วนเริ่มต้นจากความผูกพันกับธุรกิจครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก โดยเมธัสเคยช่วยครอบครัวขายขนมที่ร้านทุกสุดสัปดาห์ ก่อนออกไปทำงานข้างนอกเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แล้วจึงกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านในช่วงที่กำลังมองหาโอกาสขยายกิจการ

ขณะที่พิชญเทพถูกปลูกฝังเรื่องธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก ทุกปิดเทอมคุณพ่อคุณแม่จะพาไปเยี่ยมชมโรงงาน พร้อมบอกกับเขาว่าเสียงกระป๋องที่ดังกระทบกัน แม้จะหนวกหู แต่เป็นเสียงที่มีความหมาย เพราะนั่นหมายถึงธุรกิจที่กำลังเติบโต โดยเขาเป็นทายาทรุ่นที่ 4 และกลับมาช่วยพัฒนาธุรกิจหลังเรียนจบ

แต่เมื่อเข้ามาจริง ทั้งคู่พบโจทย์เดียวกันว่า การเป็นทายาทไม่ได้หมายความว่าเข้ามาแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ทันที เพราะด่านแรกที่ต้องผ่านคือ “คน” และก่อนจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ต้องสร้างความเชื่อใจก่อน

พิชญเทพยึดหลักว่า “ก่อนจะเปลี่ยนเกม ต้องเข้าใจกติกาของเกมก่อน” เพราะองค์กรที่อยู่มานานมีทั้งระบบ พนักงาน และคนทำงานหลายเจเนอเรชัน การเปลี่ยนแปลงจึงต้องสร้างความเข้าใจร่วมกัน และมองเห็นคุณค่าของคนแต่ละรุ่น

“เมื่อเข้ามาเราต้องรู้ก่อนว่ากฎของเกมคืออะไร ทำตามนั้นไปก่อน เข้าใจในสิ่งที่องค์กรเป็น คุณถึงจะอยู่ในจุดที่เปลี่ยนเขาได้” พิชญเทพกล่าว

เช่นเดียวกับเมธัสที่มองว่า ธุรกิจครอบครัวไม่ได้มีโครงสร้างและระบบการทำงานพร้อมเหมือนบริษัททั่วไป การเข้ามาของทายาทจึงต้องเริ่มจากการเรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ก่อน แล้วจึงมองหาว่าตัวเองจะเข้าไปเติมเต็มส่วนใดได้บ้าง โดยเขาเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองถนัดอย่างการลงครัว เรียนรู้ธุรกิจจากหน้างานจริง โดยเข้าไปคลุกคลีกับการทำขนมและอาหาร พร้อมนำแนวคิดเชิงข้อมูลเข้ามาช่วยเก็บสถิติ ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดธุรกิจในมิติใหม่

Strategic Thinking Mindset Strategic Thinking Mindset

สร้าง Small Win ไต่ระดับสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า

ทั้งสองคนไม่ได้เลือกเปลี่ยนธุรกิจแบบครั้งเดียว แต่ใช้วิธีทดลองและสร้าง Small Win เพื่อสะสมผลลัพธ์และความเชื่อมั่น

เมธัสและทายาทรุ่นที่ 2 คนอื่น ๆ มองเห็นโอกาสต่อยอด “Kaew Boutique” จากร้านของฝากสู่ Destination ที่คนตั้งใจมาใช้เวลาพักผ่อน กินของอร่อย เช็กอิน หรือพาสัตว์เลี้ยงมาได้ แต่แทนที่จะลงทุนเปิดสาขาใหม่ทันที เขาเริ่มจากการทดลองขายออนไลน์ เปิดพรีออร์เดอร์ และทำป๊อบอัปสโตร์ขนาดเล็ก เพื่อดูว่าตลาดตอบรับหรือไม่ และเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้าจริงก่อนขยายธุรกิจให้เติบโตในระยะยาว

“การถูกปฏิเสธเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรผ่านได้ในครั้งเดียว สิ่งที่ต้องทำคือพยายามเข้าใจว่าอีกฝ่ายกังวลเรื่องอะไร หากกังวลเรื่องเงินลงทุน ก็หาวิธีลดเงินลงทุน หากกังวลว่าลูกค้าจะมีหรือไม่ ก็ทดลองตลาดก่อน แล้วหาจุดที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเดินไปด้วยกันได้”

ด้านพิชญเทพก็ใช้แนวทางเดียวกัน เพราะการเปลี่ยนแปลงในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบค่อนข้างเสถียรอาจทำได้ยากกว่า เขาจึงเริ่มจากเป้าหมายเล็ก ๆ อย่างการสร้างทีม TikTok เพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ แล้วค่อยสะสมผลลัพธ์และความเชื่อมั่น

“นมตรามะลิเราเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ธุรกิจค่อนข้างมีระบบที่ชัดเจน การจะเปลี่ยนอะไรก็ทำได้ยากกว่า แต่ถ้าไม่เปลี่ยนก็เท่ากับไม่เติบโต เราจึงเริ่มจากทำสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้ ค่อยสะสมความเชื่อใจ แล้วค่อยไต่ระดับเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น”

เช่นเดียวกับมุมของพีระพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทรัพย์สินครอบครัวจากธนาคารกสิกรไทย มองว่าผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องนำระบบที่ซับซ้อนแบบองค์กรขนาดใหญ่มาใช้ทั้งหมด แต่เลือกเฉพาะสิ่งที่เหมาะกับบริบทของตัวเองได้ เช่น “ธรรมนูญครอบครัว” ที่ไม่จำเป็นต้องมีกฎมากมาย แต่เลือกเฉพาะเรื่องที่สมาชิกในครอบครัวจำเป็นต้องตกลงร่วมกัน เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นระบบมากขึ้น

Strategy Framework Strategy Framework

จากของเดิม สู่ S-Curve ใหม่ ไม่จำเป็นต้องทิ้งสิ่งเดิมที่มี

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของทายาทธุรกิจ คือการดันธุรกิจให้เติบโตต่อไป และมองหา S-Curve ใหม่โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งสิ่งเดิมที่มี

เมธัสเลือกนำของดีจากร้านแก้วของฝากมาพัฒนาต่อยอด ด้วยการเติมมุมมองและแนวคิดใหม่ เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการกินขนมไทยให้แตกต่างจากเดิม ทั้งทองม้วนกรอบ ขนมชั้นแซลมอน (ขนมชั้นสีส้ม) ที่เคยสร้างกระแสมาแล้ว ก่อนค่อย ๆ เติมตัวตนของ Kaew Boutique เข้าไปทั้งในสินค้าและภาพลักษณ์ จนเกิดการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจเดิมสู่รูปแบบใหม่ ที่ยังคงรักษารากฐานเดิมไว้ได้อย่างลงตัว

ฝั่งพิชญเทพก็มีโจทย์คล้ายกัน เพราะตลาดนมข้นหวานเป็นตลาดที่ค่อนข้างเสถียร การเติบโตจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทิ้งผลิตภัณฑ์เดิม แต่สามารถมองหาโอกาสใหม่จากสิ่งที่มีอยู่ อาทิ นมข้นหวานโปรตีนสูง นมข้นหวานรสชาติใหม่ ๆ นมข้นหวานสูตรน้ำตาลต่ำ ไปจนถึงการเปลี่ยนจากกระป๋องเป็นหลอดบีบ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค เหล่านี้ก็เป็นหนึ่งในไอเดียที่เขาช่วยเติมเข้ามาให้ธุรกิจ

โดยทั้งคู่มองตรงกันว่า ก่อนจะหา S-Curve ใหม่ ต้องรู้ก่อนว่าธุรกิจอยู่ตรงไหน หากธุรกิจเดิมยังเติบโตและสร้างรายได้ดี ก็อาจยังไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยน แต่เมื่อเห็นสัญญาณขาลง อาจต้องเริ่มมองหาสิ่งใหม่ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนก้อนใหญ่เสมอไป แต่ต้องรู้จักตัวเอง รู้ปัญหาของธุรกิจ และประเมินความพร้อมขององค์กร

ท้ายที่สุด การเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว จึงอาจไม่ใช่การที่คนรุ่นใหม่เข้ามา “เปลี่ยนทุกอย่าง” แต่คือการเข้าใจรากฐานและคุณค่าที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ เลือกว่าสิ่งใดควรรักษา สิ่งใดควรต่อยอด สิ่งใดควรปรับให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนไป พร้อมกับค่อย ๆ สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งครอบครัวและองค์กร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

เพราะแม้ทายาทจะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ธุรกิจครอบครัว คือ สิ่งที่คนหลายรุ่นร่วมกันสร้างขึ้นมา ดังนั้น การเปลี่ยนเกมที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การเปลี่ยนเพียงคนเดียว แต่คือการทำให้คนหลายรุ่นสามารถ “เปลี่ยนไปด้วยกัน” ได้