กติกาการแข่งขันกำลังเปลี่ยนไป ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียง “เทรนด์” หรือ เรื่องที่ธุรกิจทำเพื่อภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่เชื่อมโยงกับต้นทุน การพัฒนาสินค้า การเข้าถึงตลาด และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
นี่คือแก่นสำคัญที่ คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม (LACO) ถ่ายทอดบนเวที K SME CARE ธนาคารกสิกรไทย พร้อมชวนผู้ประกอบการมองให้ไกลกว่าเรื่องกฎระเบียบ และเริ่มลงมือใช้ Sustainability สร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจในยุค Low Carbon Economy
คุณอภิรักษ์ชวนมองภาพใหญ่ผ่าน Global Megatrends ซึ่งกำลังเปลี่ยนทั้งความต้องการของผู้บริโภค และเงื่อนไขการแข่งขันของธุรกิจ
ด้านผู้บริโภค กระแส Functional & Wellness Food, Whole Food และ Longevity Economy สะท้อนความต้องการสินค้าที่ตอบโจทย์สุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภค และคู่ค้าให้ความสำคัญกับ Carbon Footprint และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มากขึ้นเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ “คุณค่าของสินค้า” ไม่ได้วัดจากรสชาติ ราคา หรือฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงที่มา กระบวนการผลิต และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจยังต้องรับมือกับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ตั้งแต่ Geopolitics ไปจนถึง Climate Change ดังนั้น การอ่านเทรนด์ให้ทันจึงต้องมาคู่กับการสร้างโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว
“ขณะเดียวกัน เราต้องรู้ว่า ‘โอกาสของประเทศไทย’ อยู่ที่ไหน” คุณอภิรักษ์ชี้ว่า ไทยมีจุดแข็งจากความหลากหลายของวัตถุดิบเกษตร และภาพลักษณ์ด้านอาหารที่เป็นที่รู้จักในตลาดโลก
พร้อมยกตัวอย่างความนิยมของอาหารไทยในต่างประเทศ เพื่อสะท้อนว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการมีวัตถุดิบหรือเมนูที่ดี แต่คือการต่อยอดจุดแข็งเหล่านั้นให้สร้างมูลค่าและแข่งขันได้ในระดับโลก
สำหรับ LACO คุณอภิรักษ์เล่าว่าบริษัทเริ่มต้นจากการส่งเสริมเกษตรกรปลูกถั่วแระญี่ปุ่นทางภาคเหนือของไทย ก่อนขยายพื้นที่ปลูกไปยังภาคกลางและภาคอีสาน ปัจจุบันดูแลเกษตรกรในระบบ Contract Farming กว่า 4,000 ครอบครัว บนพื้นที่ปลูกกว่า 20,000 ไร่ และส่งออกผลิตภัณฑ์ไปกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา รวมทั้งตลาดในประเทศผ่านช่องทางค้าปลีกชั้นนำแทบทุกแห่ง
กว่า 30 ปีที่ผ่านมา LACO ทำหน้าที่เป็นเสมือนโรงงานรับจ้างผลิตหรือ OEM ให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลก จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัทเริ่มปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ และมีพันธมิตร Private Equity เข้ามาร่วมลงทุน นำไปสู่การรีแบรนด์และวางทิศทางองค์กรใหม่ทั้งหมด
"เรากำลังทรานสฟอร์มองค์กรจากบริษัทที่เป็นโรงงานรับจ้างผลิต ไปสู่การเป็น Global Food Company"
หัวใจของการทรานสฟอร์มคือ Innovation-driven จากเดิมที่เน้นปลูกและขายวัตถุดิบมูลค่าต่ำ LACO หันมาใช้ R&D และนวัตกรรมต่อยอดสินค้าเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โดยใช้จุดแข็งด้านโภชนาการของถั่วแระญี่ปุ่น ทั้งโปรตีนและไฟเบอร์ เป็นฐานในการพัฒนาสินค้าใหม่
จากที่เคยขายถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็งเพียงอย่างเดียว วันนี้ LACO ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่หลากหลาย ทั้ง Edamame Spread, Edamame Snack, Edamame Noodle ที่แปรรูปเป็นทั้งเส้นราเม็ง อุด้ง สปาเกตตี และเฟตตูชินี ไปจนถึง Edamame Milk ที่กำลังจะเปิดตัวในปีนี้ ตามเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับปริมาณโปรตีนบนฉลากมากขึ้น
ในกระบวนการผลิตอาหาร วัตถุดิบจำนวนหนึ่งอาจไม่ผ่านเกณฑ์ของตลาดปลายทาง แม้จะยังมีคุณภาพ และคุณค่าทางอาหารอยู่ LACO จึงเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองของเหลือหรือสินค้าตกสเปกเป็น Waste ไปสู่การมองว่าเป็น By-product ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้
"เราสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทุกส่วน ไม่เว้นแม้แต่สินค้า “ตกสเปก” ตัวอย่างเช่น เรานำถั่วที่ไม่ผ่านสเปกตลาดญี่ปุ่น มาแปรรูปผัดซอสเป็น Green Bean Garlic Shitake ส่งขายให้ตลาดในอเมริกา สร้างยอดขายราว 120 ล้านบาท จากสินค้า SKU เดียว และยังบริหารจัดการ Zero Waste ได้ด้วย"
ถั่วแระญี่ปุ่นและผลไม้บางส่วนยังถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น Ready-to-eat Food, Smoothie และผลไม้เคลือบช็อกโกแลต ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้ Sustainability ไม่ได้หมายถึงเพียงการ “ลดขยะ” แต่คือการตั้งคำถามใหม่ว่า ธุรกิจจะใช้ทรัพยากรแต่ละหน่วยให้เกิดมูลค่าได้สูงสุดอย่างไร
จากการอ่านเทรนด์โลก มองจุดแข็งของประเทศ และถอดบทเรียนจากการทรานสฟอร์ม LACO คุณอภิรักษ์สรุป Strategic Roadmap 5 เรื่องที่ธุรกิจเกษตรและอาหารไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ดังนี้
เปลี่ยนจากการขายสินค้าเกษตรมูลค่าต่ำ สู่การลงทุนด้าน R&D และพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม
ใช้เทคโนโลยี เช่น โดรน แพลตฟอร์มดิจิทัล และความร่วมมือกับ AgriTech Startup เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพการผลิต โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงลดต้นทุนของบริษัท แต่รวมถึงการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร
ขยับจากบทบาทผู้รับจ้างผลิต (OEM) สู่การเป็น Brand Owner สร้างแบรนด์ไทยที่แข่งขันในตลาดโลกด้วยคุณภาพ นวัตกรรม และ Storytelling
มอง Low Carbon และ ESG ไม่ใช่เพียงภาระด้านกฎเกณฑ์ แต่เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มความพร้อมในการเข้าถึงตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยการวัดและบริหารการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง จะมีบทบาทมากขึ้นต่อการแข่งขันในอนาคต
การเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืนต้องอาศัยทั้งคนและพันธมิตร ตั้งแต่ภาครัฐ สถาบันการศึกษา นักลงทุน สถาบันการเงิน ไปจนถึงภาคเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ในระยะยาว
“เราไม่ต้องรอให้บริษัทใหญ่ก่อน แล้วถึงจะมาทำเรื่อง Sustainability หรือรอดูว่ากฎหมายจะบังคับหรือไม่ ให้มองข้ามเรื่องกฎหมายไปเลย สามารถเริ่มได้ทันที เพราะกลยุทธ์ที่มีจะไม่เกิด impact ถ้าเราไม่เริ่ม take action”
สารสำคัญที่คุณอภิรักษ์ย้ำคือ ธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้มีขนาดใหญ่ รอเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือรอให้กฎเกณฑ์ด้านคาร์บอนมาถึงก่อนจึงค่อยเริ่ม เพราะการลงมือเร็วช่วยให้องค์กรมีเวลาเรียนรู้ เก็บข้อมูล และปรับกระบวนการให้พร้อมต่อกติกาและความคาดหวังของตลาดที่เปลี่ยนไป
LACO จึงเลือกสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคการเงิน โดยมีธนาคารกสิกรไทยและ K Climate เข้ามาสนับสนุนการวาง ESG Roadmap สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องทำเพียงลำพัง แต่สามารถอาศัยความเชี่ยวชาญจากพันธมิตร เพื่อช่วยให้การลงมือทำเป็นระบบมากขึ้น
เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ คุณอภิรักษ์สรุปแนวคิดออกมาเป็น 4 ข้อ ดังนี้
เข้าใจ Global Megatrend เพื่อหาโอกาสใหม่ ๆ และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่าง Geopolitics เพื่อประเมินว่าโมเดลธุรกิจของเราจะได้รับผลกระทบอย่างไร และควรปรับพอร์ตธุรกิจอย่างไรให้มีความยืดหยุ่น
เข้าใจ Core Competency ของตัวเองอย่างแท้จริงว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เราแข็งแกร่งกว่า แตกต่างกว่า หรือได้เปรียบคู่แข่ง
เมื่อรู้จุดแข็งแล้ว ต้อง Build on Core Strength ต่อยอดจากสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด แทนที่จะพยายามทำทุกอย่าง
คุณอภิรักษ์ย้ำว่านวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง แต่คือไอเดียใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภค เหมือนที่ "คัปนูดเดิล" เคยทำได้
"ทั้งหมดอยู่ที่วิธีการและวิธีคิดที่เราจะนำผลิตภัณฑ์ของคนไทยเข้าไปตอบโจทย์หรืออยู่ร่วมกับวิถีชีวิตของคนในยุคสมัยใหม่ คนไทยเก่งเรื่อง Cultural, Design และ New Idea อยู่แล้ว ลองต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น เพื่อให้แบรนด์ที่ Born in Thailand สามารถไปเป็น Global Player ได้อย่างแท้จริง"
แนวคิดเรื่อง Sustainability ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร คุณเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Zillion Innovation และ K SME CARE Alumni รุ่นที่ 14 เสริมมุมมองจากธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ว่า คำถามของลูกค้าและคู่ค้ากำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นราคาและฟังก์ชัน สู่การถามถึง Carbon Footprint และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
“ถ้ายังไม่มีข้อมูลคาร์บอนพวกนี้ SMEs อาจสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไปโดยไม่รู้ตัว” คุณเนวินธุ์มองว่า การเริ่มเก็บและบริหารข้อมูลด้านคาร์บอนยังช่วยให้ธุรกิจมองเห็นจุดรั่วไหลของต้นทุน และในบางกรณีอาจช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนธุรกิจด้านความยั่งยืน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย
จากประสบการณ์ในธุรกิจวัสดุก่อสร้างที่เผชิญการแข่งขันด้านราคา คุณเนวินธุ์เลือกมองหา New S-Curve ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากต่างประเทศ ก่อนต่อยอดจากธุรกิจวัสดุและเคมีภัณฑ์ก่อสร้างสู่ Green Building Solution เพื่อสร้างความแตกต่างและลดการพึ่งพาการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
แนวทางดังกล่าวเปลี่ยนจากการขาย “สินค้า” ไปสู่การขาย “โซลูชัน” ที่ช่วยลูกค้าลดความร้อน ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มมูลค่าให้อาคาร เช่น Green Roof และ Vertical Garden เป็นอีกตัวอย่างของการเปลี่ยน Sustainability จาก “ต้นทุนที่ต้องทำ” ให้เป็น “คุณค่าที่ลูกค้ายอมรับ” และต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจ
อีกบทเรียนที่สอดคล้องกันจากทั้งสองธุรกิจคือ ก่อนออกไปหา Partner หรือสร้าง Collaboration ธุรกิจต้องรู้จัก DNA และจุดแข็งของตัวเองให้ชัด คุณเนวินธุ์เปรียบธุรกิจเหมือนต้นไม้ใหญ่ หากต้องการเติบโตและผ่านพายุไปได้ ไม่ใช่เพียงมีดอกและผลที่สวยงาม แต่ต้องมี “ราก” ที่แข็งแรง
รากฐานนั้นเริ่มจากการรู้ว่าธุรกิจทำอะไร มีจุดยืนและคุณค่าอย่างไร คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคม พร้อมฝังแนวคิด ESG เข้าไปในกลยุทธ์และระบบการทำงานขององค์กร
“ก่อนที่เราจะออกไปหาพาร์ตเนอร์หรือ Collab กับใคร ตัวตนและ DNA ของเราต้องแข็งแรงก่อน อย่าขายแค่สินค้า แต่ต้องขายตัวตนและคุณค่าของเราด้วย... ที่สำคัญคือเราต้องสร้าง “ระบบ” ในองค์กรให้แข็งแรง จนถึงวันหนึ่งที่ผู้บริหารสามารถไปเที่ยวได้เป็นเดือนโดยที่ธุรกิจยังเดินต่อ นั่นคือจุดวัดความสำเร็จอย่างยั่งยืนที่แท้จริง” คุณเนวินธุ์กล่าวทิ้งท้าย
บทเรียนจาก LACO และ Zillion Innovation สะท้อนตรงกันว่า Low Carbon ไม่ใช่แค่เรื่อง “ลดคาร์บอน” แต่คือโอกาสในการลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า สร้างตลาดใหม่ และยกระดับความสามารถทางการแข่งขันในโลกที่กติกากำลังเปลี่ยน สำหรับ SME จุดเริ่มต้นอาจไม่ใช่การลงทุนครั้งใหญ่ แต่คือการมองให้เห็นว่า วันนี้ธุรกิจมีต้นทุนตรงไหนที่ลดได้ คุณค่าตรงไหนที่เพิ่มได้ และโอกาสใหม่ตรงไหนที่ควรเริ่มลงมือทำ