“บริษัทเราเล็ก ไม่มีข้อมูลสำคัญ แล้วใครจะมาแฮก?”
นี่คือหนึ่งในความเข้าใจผิดที่ทำให้ SME มองข้าม Cybersecurity เพราะในความเป็นจริง ผู้โจมตีไม่ได้เลือกว่าบริษัทใหญ่หรือเล็ก แต่เริ่มจากการมองหา “รอยรั่ว” บนอุปกรณ์ ระบบ หรือเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เมื่อพบช่องโหว่และเข้าถึงระบบได้ ผู้โจมตีอาจแฝงตัวเพื่อสำรวจโครงสร้างภายใน ทั้งข้อมูลสำคัญ ระบบการเงิน หรือการติดต่อกับคู่ค้า และสิ่งที่อาจเสียหายไม่ได้มีเพียงระบบหรือข้อมูล แต่คือ “ความเชื่อมั่น” ที่ธุรกิจใช้เวลาสร้างมานับสิบปี เพราะเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลหรือระบบถูกโจมตี ความไว้ใจจากลูกค้าและคู่ค้าอาจสั่นคลอนได้ในเวลาอันสั้น
เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการปราศจากความเสี่ยง ธนาคารกสิกรไทย โดย K SME Care จึงเปิดเวทีสัมมนาในหัวข้อ "The Trusted Economy How Cybersecurity Drive SME Sustainable Growth" โดยมี คุณท๊อป วีรวัฒน์ ภาวนาวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง Reconix บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบเจาะระบบ และที่ปรึกษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่พร้อมมาแชร์วิธีการปิดรอยรั่วเพิ่มความปลอดภัยให้กับธุรกิจได้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง
โลกธุรกิจ ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดจากคุณภาพสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียว ในยุค Trust Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจ ผู้คนไม่ได้เลือกซื้อสินค้าหรือทำธุรกิจกับเราเพียงเพราะราคาถูกหรือบริการดีเท่านั้น แต่ตัดสินใจบนความเชื่อมั่นว่าองค์กรนั้นจะปกป้องข้อมูลของพวกเขาได้ปลอดภัย
คุณวีรวัฒน์ชี้ว่าความน่าเชื่อถือของธุรกิจเกี่ยวข้องกับ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น คุณวีรวัฒน์ได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ในชีวิตประจำวันว่า
“การซื้อสินค้าออนไลน์ หากเจอร้านค้าที่ดูไม่น่าไว้ใจ แม้สินค้าจะราคาถูก เราก็อาจตัดสินใจไม่ซื้อ ในโลกธุรกิจก็เช่นกัน หากคู่ค้า Vendor หรือ Supplier ทำให้รู้สึกว่าข้อมูลไม่ปลอดภัยหรือระบบไม่มีความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจก็อาจหยุดลงได้”
เพราะฉะนั้น Cybersecurity จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียง “ป้องกันไม่ให้โดนแฮก” แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการรักษา Trust ที่ธุรกิจสะสมมาอย่างต่อเนื่อง เพราะหากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล ความเชื่อมั่นที่สร้างมานาน 10 หรือ 20 ปี ก็อาจได้รับผลกระทบได้ในเวลาอันสั้น
คุณวีรวัฒน์ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดอันตรายที่ SME มักมีต่อ Cybersecurity คือคิดว่า “บริษัทเราเล็ก ไม่มีข้อมูลสำคัญ แล้วใครจะมาแฮก?” แต่ในความเป็นจริง ขนาดของธุรกิจไม่ได้เป็นตัวตัดสิน เพราะผู้โจมตีไม่ได้เริ่มจากการเลือกบริษัทใหญ่หรือเล็ก แต่เริ่มจากการสแกนหา “รอยรั่ว” บนระบบ อุปกรณ์ กล้องวงจรปิด เซิร์ฟเวอร์ หรือบริการต่าง ๆ ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เมื่อพบช่องโหว่แล้ว จึงค่อยเข้าไปสำรวจดูว่าภายในธุรกิจนั้นมีอะไรให้โจมตีบ้าง
โดยความเสียหายของการถูกแฮกจึงมีหลายระดับ ซึ่งจะส่งผลมากน้อยต่อธุรกิจแตกต่างกันออกไป ดังนี้
“สำหรับ SME วันนี้ คำถามจึงไม่ใช่แค่ “เราจะโดนโจมตีหรือไม่?” แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “ถ้ามีใครกำลังพยายามเข้ามา เราจะรู้ตัวเมื่อไร และพร้อมแค่ไหนที่จะหยุดความเสียหายก่อนจะลุกลาม?”
การลงทุนด้าน Cybersecurity ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยระบบราคาแพงเสมอไป แต่ควรเริ่มจากการสำรวจก่อนว่า “ธุรกิจของเรามีอะไร และตรงไหนคือจุดเสี่ยง” โดยคุณวีรวัฒน์ชี้ว่า 3 จุดเสี่ยงสำคัญที่ SME ต้องระวัง ประกอบด้วย
ซึ่งทั้งสามส่วนเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คิด เพราะต่อให้ธุรกิจมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี แต่หากพนักงานขาดความเข้าใจ หลงเชื่อ Phishing (อีเมล/ลิงก์หลอกลวง) หรือกดโหลด Malware (ไวรัสขโมยข้อมูล) ก็อาจเปิดประตูให้ผู้โจมตีเข้ามาได้ ขณะเดียวกัน หากกระบวนการทำงานยังมีช่องโหว่ หรือ Software ที่ใช้งานมีจุดอ่อน ระบบที่แข็งแรงเพียงใดก็อาจไม่เพียงพอที่จะป้องกันความเสียหายได้
สำหรับระยะยาว SME ควรสร้าง Security Awareness อัปเดต Software อย่างสม่ำเสมอ และหากเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเอง ควรมีการทดสอบหาช่องโหว่หรือ Security Testing โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบหรือเพิ่มฟีเจอร์ใหม่
คุณวีรวัฒน์ฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้ว่า Cybersecurity ไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีและรูปแบบการโจมตีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
“การที่ธุรกิจอยู่มาหลายปีโดยไม่เคยโดนแฮก ไม่ได้แปลว่าวันนี้ปลอดภัย... อย่าปล่อยให้ ‘ความไว้ใจ’ ที่สร้างมาทั้งชีวิต พังลงเพียงเพราะเราขาด Awareness”