2/8/2562

ฉลองความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งแรกมูลค่า 1,500 ล้านบาท

         บริษัท ริสแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด (“บริษัท” หรือ “RISLAND”) ประสบความสำเร็จในการออกและเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท โดยหุ้นกู้มีอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.75% ต่อปี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ RISLAND ได้แต่งตั้งให้ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ โดยการเสนอขายครั้งนี้เป็นการเสนอขายให้เฉพาะแก่ผู้ลงทุนสถาบันเท่านั้น โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ “AA(tha)” โดยบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด 
          การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ถือเป็นการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งแรกของบริษัท ริสแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด หลังจากที่บริษัทเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560 โดยบริษัทประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ทั้งในโครงการบ้านเดี่ยว และคอนโดมีเนียม ปัจจุบันมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามแผนการขยายธุรกิจของบริษัททั้งหมด 5 โครงการ (โดยเป็นโครงการบ้านเดี่ยว 1 โครงการ และเป็นโครงการคอนโดมีเนียมอีก 4 โครงการ) ได้แก่ โครงการ Lake Serene ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยว และโครงการ Artisan โครงการ The Art โครงการ Cloud Thonglor และโครงการ Cloud Asoke ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมีเนียม
​          นายจาง เหลียงกัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ริสแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ว่า “การออกและเสนอขายหุ้นกู้ถือว่าได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของบริษัทในการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการในประเทศไทยหลายทำเล และจะเปิดจองภายในปีนี้หลายโครงการ ทำให้ RISLAND น่าจะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปรวมถึงผู้ลงทุนมากขึ้น บริษัทมีวิสัยทัศน์อยากให้ประเทศไทยเป็นทำเลเชิงกลยุทธ์ในการขยายกิจการของกลุ่มคันทรี การ์เด้น นอกจากนี้ ยังหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ลงทุนในการระดมทุนครั้งต่อ ๆ ไปของบริษัท” 
          นายทิพากร สายพัฒนา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “การออกหุ้นกู้ของ RISLAND ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย ในฐานะเป็น Regional Financial Hub เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทที่อาจไม่ใช่บริษัทไทยโดยตรงสามารถเข้ามาระดมทุนในตลาดได้ ประกอบกับทำให้นักลงทุนไทยมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายและมีความเป็นสากลเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นความสำเร็จแบบ win-win”


ประเภท