ขยายความสำเร็จ เดินหน้าบุกตลาดโมเดิร์นเทรด ขยายความสำเร็จ เดินหน้าบุกตลาดโมเดิร์นเทรด

สหรัฐฯ-จีน ตลาดนี้ต้องไปต่อ?
หรือถึงเวลาธุรกิจไทยต้องหาตลาดใหม่

Global Trade Reset

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
คุณเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
วันที่ 18 ก.ย. 2569

เมื่อโลกกำลังเผชิญกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การย้ายฐานการผลิต และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ล้วนทำให้เกมการค้าโลกเปลี่ยนไป

คำถามที่คนทำธุรกิจส่งออกกำลังขบคิดคือ “ตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ หรือจีน ยังเป็นตลาดที่ต้องไปต่อ? หรือถึงเวลาที่ธุรกิจไทยต้องมองหาตลาดใหม่?”

ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดคุยในเวที “Global Trade Reset: Navigating the U.S. and China เจาะลึกธุรกิจส่งออกพร้อมรับโซลูชันผลักดันธุรกิจให้เติบโต” จัดโดยธนาคารกสิกรไทย โดยมี ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และ คุณเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก และสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับมือ

โลกกำลังเข้าสู่ยุค Fragmentation

ดร.อาร์ม เริ่มต้นจากภาพใหญ่ของการค้าโลก โดยชี้ว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาระยะสั้น แต่มีแนวโน้มดำเนินต่อไปในระยะยาว ผลที่ตามมาคือโครงสร้างการค้าและห่วงโซ่อุปทานของโลกกำลังเปลี่ยนไป ธุรกิจจำนวนมากเริ่มกระจายฐานการผลิตและแหล่งจัดหาวัตถุดิบออกจากประเทศหรือพื้นที่เดิม เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป หรือที่เรียกว่า Supply Chain Diversification

ขณะเดียวกัน การค้าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะ Fragmentation มากขึ้น กล่าวคือ ห่วงโซ่เศรษฐกิจไม่ได้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวเหมือนในอดีต แต่เริ่มแยกออกเป็นกลุ่มและเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์แตกต่างกัน ทำให้เกิดโครงสร้างเศรษฐกิจแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจหลักคือ US+1 และ China+1 โดยทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างก็พยายามหาพันธมิตรเพื่อลดทอนอำนาจอีกฝั่ง

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้มีทั้งโอกาสและแรงกดดันที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่งไทยมีโอกาสรับการลงทุนและกิจกรรมการผลิตที่ต้องการกระจายออกจากฐานเดิม แต่อีกด้านหนึ่งก็เปิดโอกาสให้ต่างชาติโดยเฉพาะจีนขยายธุรกิจเข้ามายังอาเซียนมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยก็ต้องเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นทั้งในตลาดต่างประเทศและในตลาดบ้านตัวเอง

ดร.อาร์ม แนะนำว่าผู้ประกอบการไม่ควรเลือกว่าจะทำตลาดแค่ฝั่งสหรัฐฯ หรือจีน แต่ต้องเตรียมรับมือกับโลกที่มีหลายกลุ่มเศรษฐกิจ และบริหารความสัมพันธ์กับแต่ละตลาดให้เหมาะสม

“โลกเข้าสู่ยุค Fragmentation ท่านต้องกระจายความเสี่ยง อย่าใส่ไข่ไว้ที่ตะกร้าใบเดียว”

ไทยกำลังกลายเป็น “ตลาดใหม่” ของคนอื่น

เมื่อหลายประเทศกำลังมองหาฐานการผลิตและตลาดใหม่ ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้รับโอกาสจากการย้ายห่วงโซ่อุปทาน แต่กำลังกลายเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามามองหาโอกาสทางธุรกิจด้วย โดยเฉพาะจีนที่กำลังขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับอาเซียนมากขึ้น

ดร.อาร์ม มองว่าหนึ่งในปัจจัยที่ต้องจับตาคือ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ของจีน ซึ่งทำให้จีนต้องมองหาตลาดและช่องทางใหม่ ๆ ในการระบายสินค้า รวมถึงการขยายธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยอาเซียนและไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่จีนให้ความสำคัญ

ที่น่าสนใจคือการเข้ามาของธุรกิจจีนไม่ได้มีเพียงสินค้าสำเร็จรูปที่เข้ามาวางขายในตลาดไทยเท่านั้น แต่มีตั้งแต่ วัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร เทคโนโลยี ไปจนถึงการเข้ามาร่วมมือกับธุรกิจท้องถิ่น

นั่นทำให้จีนอาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจไทยได้หลายบทบาทในเวลาเดียวกัน ทั้งในฐานะ คู่แข่ง ซัปพลายเออร์ ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจ

“บางทีพวกเรา underestimate ทั้ง speed และ scale ของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น” ดร.อาร์ม ฝากเตือนและให้แง่คิดต่อว่าประเด็นนี้ทำให้การรับมือกับจีนไม่จำเป็นต้องจบลงที่มองจีนเป็นคู่แข่งอย่างเดียว เพราะในบางกรณี จีนอาจเป็นทั้งคู่ค้าและแหล่งทรัพยากรที่ช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ เทคโนโลยี หรือความได้เปรียบด้านต้นทุน

“สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำควบคู่กันคือกลับมามองธุรกิจตัวเองว่า อะไรคือจุดแข็งที่เราแข่งขันได้ และอะไรคือส่วนที่ควรใช้พันธมิตรเข้ามาช่วยเสริม”

เมื่อจีนเป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้า

เมื่อจีนเข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจไทยได้ทั้งในฐานะ “คู่แข่ง” และ “คู่ค้า” ดร.อาร์ม มองว่าผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงว่าจะ “สู้” หรือ “ถอย” แต่สามารถออกแบบกลยุทธ์รับมือให้เหมาะสมกับบริบทของธุรกิจตัวเอง โดยยกตัวอย่าง 3 แนวทางที่สามารถนำไปพิจารณาได้

หนึ่ง ใช้ต้นทุนและเทคโนโลยีของจีนเป็นข้อได้เปรียบ สำหรับธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับจีนได้โดยตรง ทางเลือกหนึ่งคือเปลี่ยนจากการมองจีนเป็นเพียงคู่แข่ง มาเป็นการใช้ประโยชน์จากความสามารถของจีน เช่น การนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร หรือเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ดร.อาร์ม มองว่าเทคโนโลยีจากจีนในปัจจุบันมีต้นทุนที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น อาจเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจไทยยกระดับประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการทำงานได้

สอง เพิ่ม Scale หรือเพิ่ม Value หากธุรกิจไม่สามารถแข่งขันด้วยราคาหรือขนาดการผลิตได้ การเพิ่มขนาดของตลาดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เช่น การขยายฐานไปยังตลาดอาเซียน เพื่อให้ธุรกิจมี Scale มากพอที่จะรองรับการแข่งขัน อีกทางคือการเพิ่ม Value ให้กับสินค้าและบริการ เพื่อให้ธุรกิจไม่ต้องลงไปแข่งขันในเกมราคาโดยตรง แต่สร้างเหตุผลอื่นให้ลูกค้าเลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ ความเชี่ยวชาญ ความแตกต่าง หรือประสบการณ์ที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยากขึ้น

สาม เปลี่ยนจากการผลิตมาสู่การสร้างมูลค่าด้วย Brand, Service และ Design อีกทางเลือกคือการใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านการผลิตของจีน ขณะที่ธุรกิจไทยหันมาโฟกัสในส่วนที่สามารถสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์ การพัฒนาบริการ หรือการออกแบบประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจแข่งขันได้โดยไม่ต้องเผชิญกับสงครามราคาโดยตรง

ตลาดใหม่ไม่ได้มาแทนสหรัฐฯ–จีน

เมื่อพูดถึงการกระจายตลาด หลายคนอาจนึกถึงอินเดีย อินโดนีเซีย ตะวันออกกลาง หรือเอเชียกลาง แต่ ดร.อาร์ม เน้นว่าการมองตลาดเหล่านี้ไม่ควรอยู่บนโจทย์ว่า “ตลาดไหนดีกว่ากัน” หรือจะเข้ามาเป็นตลาดทดแทนสหรัฐฯ และจีน

เพราะแม้สหรัฐฯ จะเผชิญข้อจำกัดทางการค้าและกำแพงภาษี แต่ยังเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่จีนแม้เศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ก็ยังมีตลาดขนาดใหญ่ ประชากรจำนวนมาก เมืองรอง และชนชั้นกลางที่มีศักยภาพในการบริโภค

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำคือ กระจายความเสี่ยงโดยไม่ทิ้งตลาดเดิม เพราะเป็นเรื่องยากที่ตลาดใหม่เพียงตลาดเดียวจะเข้ามาทดแทนขนาดและศักยภาพของสหรัฐฯ หรือจีนได้ทั้งหมด

“มันก็ยากที่จะพูดว่าตลาดใหม่เหล่านี้จะมาทดแทนตลาดจีนหรือตลาดอเมริกาได้ทั้งหมด”

ดร.อาร์ม ยกอินเดียเป็นหนึ่งในตัวอย่างของตลาดที่กำลังถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะฐานการผลิตใหม่ของโลก แต่การกระจายฐานการผลิตไม่ได้หมายความว่าห่วงโซ่อุปทานเดิมจะหายไปทั้งหมด โดยยกกรณีการผลิต iPhone ในอินเดียที่ยังมีการเชื่อมโยงกับซัปพลายเชนจากจีน สะท้อนให้เห็นว่าห่วงโซ่อุปทานของโลกกำลังเปลี่ยนรูปแบบ มากกว่าจะตัดขาดจากกันทั้งหมด

เลือกตลาดจาก Demand ไม่ใช่แค่ตลาดนั้นกำลังโต

ด้านคุณเกวลินให้ข้อคิดถึงผู้ประกอบการก่อนตัดสินใจว่าจะขยายไปประเทศไหน สิ่งแรกที่ต้องกลับมาดูคือ สินค้าและบริการของตัวเองตอบโจทย์ผู้บริโภคในตลาดนั้นหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยพิจารณาปัจจัยด้านเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ขนาดและฐานผู้บริโภค รวมถึงแนวโน้มการขยายตัวว่ามี Demand ที่สอดคล้องกับสิ่งที่ธุรกิจไทยขายหรือไม่

อีกเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องติดตามควบคู่กันคือ มาตรการทางการค้า เพราะท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้มใช้ทั้งมาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อปกป้องตลาดและผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก

“FTA หรือความตกลงการค้าเสรี เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ผู้ประกอบการควรนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ ไทยมี FTA รวม 14 ฉบับ ครอบคลุม 24 ประเทศ ซึ่งสามารถนำมาพิจารณาร่วมกับปัจจัยด้าน Demand และเงื่อนไขของแต่ละตลาด เพื่อวางกลยุทธ์การส่งออกให้เหมาะสม”

ขณะเดียวกันคุณเกวลินเสนอกรอบคิด 80/20 โดยให้ธุรกิจรักษาตลาดเดิมที่มีความแข็งแรงไว้ประมาณ 80% และเปิดพื้นที่อีก 20% สำหรับทดลองตลาดใหม่ เพื่อให้ธุรกิจยังมีฐานรายได้จากตลาดที่รู้จัก ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่สำหรับทดลองตลาดใหม่และค้นหาโอกาสการเติบโตในอนาคต

ถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภค: โอกาสใหม่ในสหรัฐฯ และจีน

การกระจายตลาดไม่ได้หมายถึงการมองเพียงว่าตลาดไหนกำลังเติบโต แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าผู้บริโภคในแต่ละตลาดกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และสินค้าไทยจะเข้าไปตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นได้อย่างไร

คุณเกษสุรีย์ยกตัวอย่างถึงผู้บริโภคในสหรัฐฯ ว่าให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและสุขภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องสื่อสารประโยชน์ของสินค้าให้ชัดเจน และปรับวิธีนำเสนอให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภค

“แม้ข้าวหอมมะลิจะเป็นที่รู้จักในตลาดสหรัฐฯ แต่ข้าวไทยอีกหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวไรซ์เบอร์รี หรือข้าว GI ของไทย ยังคงเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต่างชาติรู้จักไม่มากนัก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงได้ทำงานร่วมกับเชฟ เพื่อพัฒนาวิธีนำข้าวไทยไปใช้กับเมนูที่ผู้บริโภคคุ้นเคย”

ขณะที่ตลาดจีน แม้จะมีการแข่งขันสูงและมีผู้ผลิตภายในประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว แต่ยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีโอกาสสำหรับสินค้าไทย โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง รวมถึงสินค้าเพื่อสุขภาพ

พฤติกรรมผู้บริโภคจีนเองก็กำลังเปลี่ยนตามโครงสร้างประชากรและเทคโนโลยี ทั้งความสนใจด้านสุขภาพ สังคมสูงวัย สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ไลฟ์คอมเมิร์ซ และเครื่องมือ AI ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตาม หากต้องการขยายตลาดให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น

“จากประสบการณ์ที่เคยประจำการอยู่ที่ชิงเต่ามากว่า 10 ปี คุณเกษสุรีย์มองว่าตลาดจีนยังมีโอกาสอีกมาก โดยเฉพาะตลาดภาคเหนือ เช่น ปักกิ่ง เทียนจิน และฮาร์บิน ที่มีความต้องการผลไม้ไทยสูง หากบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ความเย็นและความรวดเร็วได้ โอกาสในตลาดจีนยังมีอยู่อีกมาก”

ไม่ใช่แค่รอด แต่ต้องรุ่งโรจน์

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ธุรกิจต้องมีในโลกการค้าที่ผันผวนมากขึ้น คือ Resilience หรือความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกและปรับตัวให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ แต่สำหรับ ดร.อาร์ม การ “รอด” อาจยังไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย เพราะเมื่อธุรกิจผ่านช่วงวิกฤตไปแล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือการใช้แรงกระแทกที่เกิดขึ้นเป็น “โอกาสในการปรับตัวและเปลี่ยนเกม” แทนที่จะรอให้โลกแบบเดิมกลับมา

“ธุรกิจต้องใช้ช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสในการปรับตัวและเปลี่ยนเกม เพื่อให้ธุรกิจ “ไม่ใช่แค่รอด แต่ต้องเติบโตแบบรุ่งโรจน์” ดร.อาร์ม กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ: การเข้าร่วมกิจกรรม สงวนสิทธิ์เฉพาะลูกค้าที่ใช้สินเชื่อธุรกิจธนาคารกสิกรไทยตามเกณฑ์ของโปรแกรม K SME SIERRA เท่านั้น (สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไขการเข้าร่วมโปรแกรม K SME SIERRA กรุณาติดต่อผู้ดูแลสินเชื่อของท่าน หรือติดต่อธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา)

thumbmail

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

บริการด้านการส่งออก

​ส่งออกราบรื่น รับเงินทันใจ สะดวก ปลอดภัย มั่นใจได้

สินเชื่อเ​พื่อการค้าระหว่างประเทศ

เสริมสภาพคล่อง ขยายธุรกิจนำเข้า - ส่งออกราบรื่น

ประกันภัยสินเชื่อทางการค้า

เพิ่มศักยภาพ เพื่อการขยายธุรกิจอย่างเต็มกำลัง​