ภาคเกษตรกรรมถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศไทย
โดยมีพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 149 ล้านไร่ หรือคิดเป็นประมาณ 46% ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ และเป็น แหล่งรายได้หลักของประชากรในหลายภูมิภาค อย่างไรก็ดีภาคเกษตรยังเป็นหนึ่งในแหล่งการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกรายใหญ่ของประเทศ
ปัญหาสำคัญคือ ความเข้าใจและความตระหนักรู้ของเกษตรกรเกี่ยวกับบทบาทของตนในเรื่อง สภาพภูมิอากาศ ยังอยู่ในระดับจำกัด โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งยังขาดความรู้ ความสามารถในการเข้าถึงแนวทาง ปฏิบัติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งในเชิงเทคนิคและระบบสนับสนุน
ประเด็นด้านคุณภาพชีวิตและรายได้ก็เป็นปัจจัยสำคัญ หากแนวทางใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Climate Action ส่งผลให้ต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้น หรือลดโอกาสทางรายได้ ก็อาจยิ่งเพิ่มแรงต้านต่อการมีส่วนร่วมในระยะยาว
รวมถึงประเด็นด้านการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ เช่น การใช้ข้อมูลจากดาวเทียม, เทคโนโลยีที่ช่วยลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระหว่างกระบวนการต่าง ๆ
กลุ่ม Agriculture ภายใต้เครือข่าย ThaiCBN ได้กำหนดแนวทางดำเนินงานในสองระดับ
โดยมุ่งหวังให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรเสริมสร้างศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเชื่อมโยงสู่มาตรการทางนโยบายและกลไกสนับสนุนในระดับประเทศได้อย่างเป็นระบบ และยั่งยืนโดยมีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน ได้แก่
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการ
- ยกระดับกระบวนการสู่การรับรองในระดับสากล
- เพิ่มคุณภาพชีวิตผ่านโอกาสในการเข้าถึงรายได้จากการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต
แนวทางปฏิบัติด้าน Climate Action สำหรับภาคเกษตร :
จากสวนยางพาราสู่ระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศ
แนวทางที่ 1 : พัฒนาแนวปฏิบัติที่ยกระดับมาตรฐานและสร้างรายได้ผ่านระบบคาร์บอนเครดิตกลุ่มได้เลือก “สวนยางพารา” เป็นกลุ่มเป้าหมายในการนำร่อง เนื่องจากเป็นภาคเกษตรที่มีการจัดการค่อนข้างเป็นระบบ มีโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตและสามารถยกระดับไปสู่ระบบมาตรฐานสากลได้
แนวทางที่ 2 : พัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมด้วยนวัตกรรมทางเลือก เช่น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุเหลือใช้และการแปรรูปฟางให้แน่นขึ้นผ่านการผสมวัสดุอื่น โดยร่วมวิจัยกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากพันธมิตรธนาคารในเครือ ข่าย สำหรับเครื่องจักรบีบอัด และผลักดันการใช้งานร่วมกันในรูปแบบกองทุนหมู่บ้าน (Machinery Pool) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต
แนวทางที่ 3 : การนำเทคโนโลยีและข้อมูลภูมิสารสนเทศมาสนับสนุนการรายงานการลดก๊าซเรือนกระจก ในภาค การทำนา อีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่กลุ่ม Agriculture ได้ริเริ่มความเป็นไปได้ ผ่านการใช้ข้อมูลจาก ดาวเทียม ร่วมกับข้อมูลภาคพื้นดิน เพื่อปรับปรุงความถูกต้องของข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก แปลงนาข้าว ซึ่ง เป็นแหล่งการปล่อยมีเทนในสัดส่วนสูงของภาคเกษตรในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยปัจจุบันยังไม่มีระบบ ข้อมูลที่สามารถยืนยันได้อย่างเป็นทางการว่าแปลงนาใดมีการเว้นช่วงน้ำโดยธรรมชาติ หรือไม่ โดยอาศัยการ วิเคราะห์ภาพจากดาวเทียมควบคู่กับการเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่จากภาคสนาม (Ground-truth Data) ซึ่งจะช่วย ปรับปรุงระบบรายงาน (MRV) และขยายผลแนวทางากรตรวจวัดระดับน้ำในนาข้าว ผ่านการใช้ข้อมูลดาวเทียม ได้ในอนาคต