30 ธ.ค. 2025

งานวิจัย

ปลดล็อก Green Finance สำหรับ SME ไทย : จากคอขวดเชิงระบบสู่โจทย์ความร่วมมือที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันแก้

แม้ประเทศไทยจะกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างชัดเจน ภายใต้กรอบความตกลงปารีสและแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) แต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับการปรับตัวของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ
ประเด็นนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก SMEs นับเป็นส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการทั้งหมดของประเทศ และมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ หาก SMEs ไม่สามารถเข้าถึงกลไกทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้อย่างทั่วถึง เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศย่อมเผชิญ “คอขวดเชิงระบบ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • SMEs ไทยคิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด
  • สินเชื่อสีเขียวและสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืน มีสัดส่วนเพียง ประมาณ 1.4% ของสินเชื่อคงค้างทั้งระบบ
  • ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนคิดเป็นเพียง ราว 5% ของตลาดตราสารหนี้ไทย

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า ความท้าทายหลักของ Green Finance ในไทย ไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน แต่เป็นการที่เงินทุนยังไม่สามารถไหลไปถึง SMEs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ระบบนิเวศการเงินสีเขียวไทย : “มีเครื่องมือ แต่ยังใช้ได้ไม่เต็มศักยภาพ”

ผลการศึกษาจาก โครงการศึกษาการเข้าถึงการเงินสีเขียวของ SMEs ไทย : อุปสรรค แนวทางแก้ และการพัฒนาต้นแบบ ซึ่งจัดทำโดย ศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศสร้างสรรค์ (CCRC), สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ระบบนิเวศการเงินสีเขียวของประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านนโยบาย กรอบกำกับดูแล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น สินเชื่อสีเขียว สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืน และตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้ยังอยู่ในวงจำกัด โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาเชิงปริมาณของเงินทุน

อุปสรรคจากมุม SMEs และสถาบันการเงิน : ปัญหาข้อมูลคือ “รากของปัญหา”

ในมุมของผู้ประกอบการ SMEs อุปสรรคไม่ได้จำกัดอยู่เพียงต้นทุนการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึง

  • ข้อจำกัดด้านความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ Green Finance
  • ความยากในการจัดทำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การวัดและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือข้อมูลด้านพลังงาน
  • กระบวนการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวที่มีความซับซ้อน ส่งผลให้ต้นทุนธุรกรรมสูงและใช้เวลานาน

ขณะที่ฝั่งสถาบันการเงิน งานวิจัยสะท้อนว่า ความไม่สมดุลของข้อมูล (information asymmetry) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยง การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับ SMEs รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูลและความเสี่ยงด้าน greenwashing

บทเรียนจากต่างประเทศ : เงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องลดความเสี่ยงและภาระข้อมูล

งานวิจัยชี้ให้เห็นบทเรียนจากประเทศอย่าง สหราชอาณาจักรและมาเลเซีย ว่าการสนับสนุนการเงินสีเขียวสำหรับ SMEs ที่ได้ผล ไม่ได้อาศัยเพียงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือการอัดฉีดเงินทุน แต่ต้องควบคู่กับมาตรการลดความเสี่ยงและต้นทุนเชิงระบบ เช่น

  • กลไกค้ำประกันและการแบ่งปันความเสี่ยงของสถาบันการเงิน
  • การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดทำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม
  • การใช้แพลตฟอร์มข้อมูลกลางและแนวทางการรายงานที่เรียบง่าย เหมาะกับ SMEs

แนวทางเหล่านี้ช่วยให้ Green Finance กลายเป็นเครื่องมือ “พยุงการเปลี่ยนผ่าน” แทนที่จะเป็นภาระเพิ่มเติม

Green Finance สำหรับ SME ต้องเป็น “การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน”

งานวิจัยเน้นย้ำว่า Green Finance สำหรับ SMEs ควรถูกออกแบบในลักษณะของ Transition Finance มากกว่าการตั้งเงื่อนไขให้ธุรกิจต้องเป็น “สีเขียวเต็มรูปแบบ” ในทันที เครื่องมือทางการเงินควรเปิดพื้นที่ให้ SMEs สามารถลงทุนลดคาร์บอนแบบเป็นขั้นตอน เพื่อไม่ตัด SMEs ออกจากระบบการเงินในช่วงเปลี่ยนผ่าน


โดยสรุป งานวิจัยของ TDRI สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความท้าทายของการเงินสีเขียวสำหรับ SMEs ไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนเงินทุน แต่เป็นการออกแบบระบบนิเวศที่เชื่อมโยงข้อมูล มาตรฐาน และแรงจูงใจให้สอดคล้องกันทั้งระบบ การเร่งสร้างขีดความสามารถด้านข้อมูลควบคู่กับการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่เข้าใจบริบทธุรกิจขนาดเล็ก จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้ “การเงินสีเขียว” กลายเป็นกลไกเร่งการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่ภาระเพิ่มเติมของ SMEs ไทย


บทบาทของเครือข่ายฯ ThaiCBN : จากองค์ความรู้สู่การลงมือทำ

ผลการศึกษานี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานองค์ความรู้เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการออกแบบแนวทางความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาครัฐ โดย เครือข่ายฯ ThaiCBN จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้เสีย และผลักดันการนำข้อค้นพบจากงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในระดับภาคธุรกิจและเชิงระบบ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคงและยั่งยืน


ผลการศึกษานี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานองค์ความรู้เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการออกแบบแนวทางความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาครัฐ โดยเครือข่ายฯ ThaiCBN จะทำหน้าที่สนับสนุนการเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้เสีย และผลักดันการนำข้อค้นพบจากงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในระดับภาคธุรกิจและเชิงระบบ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคงและยั่งยืน